Crazy Blah Blah
Let’s Talkin Blah Blah Blah … ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| ///////////////////////////////////////Archive for กรกฎาคม, 2007
เพลงShe ที่ไม่มีให้ฟัง!!!
เรื่องในวันนี้เริ่มมาจาก
ผมได้เข้าไปอ่านบล็อคของพี่คนนึงครับ
แกแนะนำเพลงของสุเมธแอนด์เดอะปั๋ง
ที่มักนำมาร้องเวลาแสดงสดให้ฟัง
เพลงนั้นชื่อเพลง “เย็บจักร”
วันนี้ผมไม่มีเพลงนั้นให้ฟังหรอก ![]()
แต่อดไม่ได้ที่จะนึกถึงอีกเพลง
ผลงานของ สุเมธแอนด์ปังคุง ??? (ตึ่งโป๊ะ !!!)
สุเมธแอนด์เดอะปั๋ง ครับ ![]()
เพลงนี้เป็นอีกเพลงที่ต้องเล่นในการแสดงสด
เท่านั้น ไม่สามารถบรรจุไว้ในอัมบั้มไหนๆ
เพราะถ้าผมเป็นกระทรวงวัฒนธรรมฯ
คงจัดเรทติ้งเพลงทั้งสองอยู่ในเรท
ไม่ ” ฉ ” ก็คงไม่พ้น ” /X น18 ” ละครับ
จ้าวววนายยยยยยยยย
เพลงนี้เท่าที่ทราบ และพยายาม Search
ยังไม่มีผู้ใดบันทึกเสียงไว้และนำออกเผยแพร่ครับ
ถือซะว่า มีส่วนร่วม ในการอ่านบล็อคละกัน
ผมมีเนื้อร้องให้
ผมมีเพลงต้นฉบับให้
เรามาร้องตามไปพร้อมๆกัน
สำหรับ การร้อง
ให้ร้องเนื้อเพลงต้นฉบับในท่อนแรกก่อน
หรืออยู่นิ่งๆ สงบใจซักครู่ (อย่าพยายาม…
เพราะเด๋วจอก แหน ผักตบ จะลอยติดหัว !!!)
เมื่อเริ่มท่อนสอง ค่อยเริ่มร้อง ตามเนื้อด้านล่างนี้ครับ
ขอให้สนุกกับการฟังนะครับ
แล้วพบกันใหม่
ชี…เธอชอบธรรมะเลยมาบวชชี
โกนหัวเสร็จแล้วก็เข้ากุฏี
นุ่งขาวห่มขาวจึงเป็นแม่ชี…
ชี…เธอไม่มีผมเลยไม่ต้องหวี
ถ้ามีเส้นผมก็ไม่ใช่ชี
นี่ไม่มีผม จึงเป็นแม่ชี
เธอมีเหตุผลที่ทำอย่างนี้…
(*) ชี…เธอบวชเป็นชีด้วยความช้ำรัก
เธอไม่เคยรู้ฉันเศร้าใจนัก
ที่ต้องอกหักเพราะหลงรักชี…
ชี…เธอจะให้ฉันทำยังไงดี
ถ้าได้ควงแขนเป็นแฟนแม่ชี
จะตกนรกสักกี่พันปี…
ชี…อยากจะใกล้ชิดเธอมากกว่านี้
เข้าไปบอกรักเธอคงวิ่งหนี
จับเธอสึกฉันคงเลวสิ้นดี…
ฉัน…เฝ้าคอยแต่ลุ้นทำบุญให้ชี
อยากให้เธอเห็นฉันเป็นเด็กดี
ทำตัวเหมาะสมกับเธอกว่านี้
บวชเป็นตาเถรเพื่อเธอแม่ชี…Sheee ฮืมมม She
ช่วยด้วยเจ้าข้าาา มิเตอร์หาย!!!
ผมตั้งใจจะนั่งพัก ให้หายเหนื่อยจากการเดินทาง
โดย ระบบขนส่งมวลชน หลากรูปแบบ
ตลอดช่วงบ่ายที่ผ่านมา
True Cafe’, Siam Paragon
คือที่ที่ผมเลือกใช้บริการในตอนนั้น
เพราะเป็นทางผ่านระหว่างเส้นทางกลับบ้าน
นั่งอ่านหนังสือ ฟังเพลง ดื่มกาแฟ
พอจะคลาย ความเหนื่อยและเมื่อยขา ได้สักครู่
แล้วโทรศัพท์ผมก็มีสายเข้า
น้องผมครับ “โทรมาทำไมวะ” ผมคิดในใจ
ผม “อืมม ว่าไง”
น้อง “อยู่ไหนนี่”
ผม “อยู่พารากอน มีไรป่ะ”
น้อง “กลับบ้านหน่อย มิเตอร์น้ำที่บ้านถูกขโมย!!!”
ผม “หือ ?????????”
“จะรีบกลับให้เร็วที่สุดละกัน”
แล้วผมก็เดินทางกลับบ้านทันที
ระหว่างทางก็มีการอัพเดต ความคืบหน้ากันเป็นระยะ
ทำให้ผมทราบว่าที่บ้าน มิเตอร์ถูกขโมยหมด (3 ตัว)
เพือนบ้านใกล้เคียง ทั้งด้านซ้ายและขวา
ก็ไม่น้อยหน้ากัน โดนทั้งคู่
เมื่อผมไปถึงหน้าบ้าน สิ่งที่ผมเห็นคือ

สิ่งที่ต้องทำ คือโทรติดต่อการประปานครหลวง
เพื่อสอบถาม วิธีดำเนินการ ต่อไปครับ
ขั้นตอนที่ต้องทำต่อจากนี้คือ เตรียมเอกสาร
แล้วไปแจ้งความ จากนั้นติดต่อไปที่ ประปาท้องที่
ที่บ้านท่านอยู่ แจ้งให้ทางการประปามาเชื่อมต่อท่อ
ให้เราชั่วคราว และในวันทำการถัดไป ก็นำเอกสาร
และใบแจ้งความ (บันทึกประจำวัน) ไปยื่นคำร้อง
ขอมีมาตรวัดน้ำใหม่ ที่สำนักงานประปา
เอกสารที่ใช้
1. บัตรประชาชนตัวจริงและสำเนา ของผู้ที่จะไปแจ้ง
2. สำเนาทะเบียนบ้านหลังที่เกิดเหตุ
3. ใบเสร็จรับเงินค่าน้ำเดือนล่าสุด
4. รูปถ่ายจุดเกิดเหตุ (ถ้ามี)
แล้วผมก็ไปที่ สน.บางนาครับ พอเปิดประตูเข้าไป
พบร้อยเวร และแจ้งให้ทราบถึงจุดประสงค์ที่มา
ท่านก็ตอบกลับมา
“เฮ้ย วันนี้ เกือบ 10 รายแล้วนะเนี่ย!!!” ผมคิดในใจว่า
“ถ้าทั้งหมดเกิดจาก”ผู้เชี่ยวชาญ”รายเดียวกัน
มันจะรวบรวมไปทอดผ้าป่าสามัคคีเรอะ!!!”
ระหว่างลงบันทึกประจำวัน เจ้าหน้าที่กรุณา อธิบาย
ให้เราฟังว่า ไอ้พวกนี้ถอดมิเตอร์เราไปทั้งลูก
เพื่อไปแกะเอาเฉพาะทองเหลืองชิ้นเล็กๆ ที่อยู่ภายใน
ไปขาย มูลค่าที่เอาไปขายได้ อยู่ที่ 100-200 บาท
(ค่าขอมิเตอร์ใหม่ อยู่ที่ พันกว่าบาท ต่อตัว)
ตำรวจสันนิษฐาน ว่าเป็นพวกติดยา
มากระทำการตอนฝนตก (เมื่อหัวค่ำฝนตกหนัก)
แล้วก็บอกเราว่า ถ้าเจอพวกซาเล้ง มอเตอร์ไซต์
รถยนต์ ที่ไม่คุ้น ขับวนแถวบ้านบ่อยๆหรือจอดแช่
ผิดสังเกตให้โทรแจ้งตำรวจได้ เพื่อเป็นการป้องปราม
ไม่ต้องเกรงใจตำรวจว่าเรื่องยังไม่เกิด
เสร็จเรื่องที่ สน. ผมก็กลับบ้าน
จากนั้นก็โทรแจ้ง ประปา เพื่อเชื่อต่อชั่วคราว
วันรุ่งขึ้นก็ไปยื่นคำร้องขอมิเตอร์ใหม่
และในวันต่อมา ทางประปาก็มาติดตั้ง
มิเตอร์ใหม่ให้ รวดเร็วทันใจจริงๆ
อ่อ ทุกอย่างที่บอกมา ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆนะครับ
เล่าซะยาว แค่อยากบอกเล่าให้รู้กันไว้ เผื่อมี
ใครที่รู้จักโดน หรือมาถามจะได้บอกได้
สำหรับท่านใดที่อยากซึมซับกับ
บรรยากาศจริงๆ ความรู้สึกจริงๆ ให้มากกว่านี้
ขอให้โดนกันถ้วนหน้าครับ ฮาาาาาาาา


เมื่อก้องต้องฝากท้อง
คือ … แบบ … เอ่อ …
ท้องนี้ยังหาแม่เด็กไม่ได้ครับ
( หาได้แต่พ่อเด็ก!!! … ฮาา
มะช่ายกาเทย
)
จริงๆคือ ไปกินข้าวมาครับ
บนทางด่วนเลยล่ะ (หิวมากๆ)
สถานที่คือ ปั๊ม ปตท.ระหว่างทางออกสุขุมวิท 62
กับทางออกบางนา-ตราด
หลังจากผจญชีวิตท่ามกลางการจราจรอันติดขัด
อยู่นาน ตั้งแต่เช้ายังไม่มีผู้ชายตกถึงท้อง !!
มะช่ายละ ยังไม่มีข้าวตกถึงท้อง
มีแต่ฟุตลอง กะน้ำอัดลม กว่าธุระทั้งหมดของวัน
จะเสร็จ และผ่านช่วงรถติดทั้งหลายมาได้
ก็ปาเข้าไปสองทุ่มเศษ หิวแค่ไหนไม่ต้องพูดถึง
เพราะมีเสียงท้องร้อง บอกแทนเป็นระยะ
ขับรถผ่านมาเห็นป้าย “จุดพักรถ”
ใจไปไวกว่าสมอง และ
สองมือบังคับพวงมาลัยเข้าไปทันทีครับ
จอดรถเรียบร้อย ก็เลือกร้าน
มีให้เลือกทั้ง S&P, โอมาอิชิ, Andaman
Restuarant, เชสเตอร์กริล, คอฟฟี่อเมซอน,
และอื่นๆ รวมทั้ง 7-11
วันนี้ผมเลือกเข้าร้านอาหารจีนครับ
(ไม่ค่อยเหมาะกับหน้าตาโซนยุโรปของผม
เท่าไหร่เลยเนอะ อิอิ)
เป็นร้านอาหารจีนชื่อ ” Hong Kong Fook Mun “
บรรยากาศโล่งๆ โปร่งๆ
อาหารถูกจัดไว้เป็นเซ็ตเพื่อความรวดเร็ว
ผมเลือกทาน บะหมี่ผัดซีอิ้ว , บะหมี่เกี๊ยวกุ้ง,
สาคูแตงโม ชาร้อน
เสริมด้วยฮะเก๋าและ ซี่โครงหมูนึ่งครับ
รสชาดอาหารก็อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ครับ
ไม่ได้เด่นมากจนต้องขึ้นทางด่วน
มากินโดยเฉพาะ แต่ก็โอเคครับ
นั่งกินได้ไม่นาน ร้านใกล้ปิดครับ (ปิด 3 ทุ่ม)
กินอิ่มเรียบร้อย เช็คลมเต็มน้ำมันเรียบร้อย
โอเค กลับบ้าน !!!
หมดไปอีก 1 วัน ขอขอบคุณ
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เอื้อเฟื้อสถานที่
คงจะได้ฝากท้องกันอีกหลายทีล่ะ







ฤ กองทัพเป็ด จะครองโลก
หัวข้อในวันนี้ ไม่เกี่ยวกับ กองทัพ ทหาร
จานบิน หรือสัตว์ประหลาด แต่ประการใด
คือผมเคยได้ยินเสียงบ่น เชิงตัดพ้อ
หลายครั้งหลายหน ในรั้วมหาลัย ว่า
” ที่นี่ สอนให้เราเป็นเป็ดอ่ะ จะบินก็ไม่ได้
ว่ายน้ำก็ไม่ดี มันไม่เก่งซักทาง จบออกไป
จะไปทำไรได้ “
จริงครับ เห็นด้วยตามนั้น ว่าถ้าเป็นเป็ดธรรมดา
ก็คงไม่พ้น รอวันโดนเชือด ไปแปรรูปเป็น
เป็ดพะโล้ Four Seasons เท่านั้น
จะรอดในสมัยนี้ต้องมี “ของ” ครับ
จะเป็นเป็ดก็ต้องเป็น “เป็ดกลายพันธ์” ครับ
จะ Mutant Duck, Fantastic Duck
หรือ Super Duck ก็สุดแท้แต่ครับ
จะมีอะไรที่เข้าใจได้ทั้งการว่ายน้ำของปลา
และการกระพือปีกของนกอีกล่ะครับ
ก็มีแต่เราชาวเป็ดนี่ล่ะ
เรื่องการสอนให้เป็นเป็ด ผมกลับมองว่าดีนะ
เพราะทุกอย่างสำคัญที่พื้นฐานครับ
เมื่อมีพื้นฐานที่ดี แถมมีหลายด้านซะด้วย
จะต่อยอดหรือประยุกต์ใช้ก็คงไม่ยาก งานนี้
เริ่มที่เป็ด แต่อาจจบที่มังกรก็ได้ใครจะรู้ !!!
” ที่นี่ สอนให้เราเป็นเป็ดอ่ะ ทั้งฝึกให้เราบิน
ทั้งสอนให้เราว่ายน้ำ ถึงวันนี้จะยังไม่เก่งซักอย่าง
แต่คอยดูเถอะ ซักวันจะเหาะไปร้องก๊าบๆ
สลับกับพ่นไฟ ให้ทั่วเมืองเลย อิอิ “

เรื่องใหญ่ในวัยเยาว์
“ปีหนึ่ง ฟังคำเรียกแถว
แถวตอนเรียงห้า ปฏิบัติ”
“เฮ้ 1 .. 2 ..”
“เสร็จรึยัง”
“6 .. 7 .. 8 ..”
“เร็วๆหน่อย” “จะนับกันไปถึงไหน”
” … 11 เสร็จแล้วครับ”
ผมกำลังชวนทุกท่านนึกถึงวันเก่าๆนิดหน่อยครับ
หวังว่าจะย้อนกลับไปกันไม่นาน
กิจกรรมที่ถือว่าเป็นภาระอันยิ่งใหญ่
ของผม (ในตอนนั้น) คือการประชุมเชียร์ครับ
เป็นหนึ่งในกิจกรรมรับน้องใหม่
ที่ต้องเตรียมตัวกันตั้งแต่ยังไม่ประกาศผล
เอ็นทร้านซ์กันเลยทีเดียว
กว่า 1 เดือนของกิจกรรม (ในปีที่ผมเรียน
ปัจจุบันทราบว่าลดเหลือเพียง 1 สัปดาห์)
ทุกคนจะต้องร่วมพูดคุย แก้ปัญหาตลอดเวลา
บางเหตุการณ์ถูกหยิบยกมาเป็น
ประเด็นร้อนประจำวัน แล้วแต่ว่าเรื่องไหนจะ
ขัดกับหลัก “นักศึกษาไทย ในอุดมคติ”
มากกว่ากัน เป็นหลักคิด ที่ตั้งใจจะปลูกฝังให้แก่
น้องๆ ผ่านน้ำเสียงที่ดูกระด้าง
ภาษาที่ใช้ ไม่ได้ผ่านการขัดเกลาหรือปรับแต่ง
ให้สุภาพมากนัก แทรกด้วยคำประชดประชัน
และการออกคำสั่งให้ออกกำลังกาย
เล็กๆน้อยๆ (แต่บ่อยๆ) ในบางครั้ง
โดยยึดการใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
…
แล้ววันสุดท้ายก็มาถึง เป็นอย่างนี้ทุกปีครับ
เมื่อเพลง”วิญญาณ” ถูกขับร้อง
จากน้องๆนักศึกษาชั้นปีที่ 1
กับการตอบรับจาก รุ่นพี่ในปีอ่ืนๆ ที่ยืนล้อมรอบน้องๆ
ด้วยความเต็มใจ … แล้วทุกอย่างก็สิ้นสุดลง
เป็นการต้อนรับ นักศึกษาใหม่อย่างเป็นทางการ
เรื่องใหญ่ในวันนั้น
เมื่อมองย้อนกลับไปในวันนี้
วันที่หลายฝ่ายถามถึงความถูกต้องและเหมาะสม
ถึงเรื่องมันอาจจะไม่ใหญ่เท่าเก่า
แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ยินดีจะบอกเล่า
อย่างไม่มีวันลืมเลยทีเดียว
“ปีหนึ่ง ฟังคำเรียกแถว
แถวตอนเรียงห้า ปฏิบัติ”
“เฮ้ 1 .. 2 .. .. 11 เสร็จแล้วครับ”
ประโยคที่คุ้นหู กับเสียงร้องที่คุ้นเคย
ไม่แน่นะ..ปีหน้า…เราอาจจะได้ยินมัน อีกครั้งก็ได้


เพื่อน เพลง
ผมเกี่ยวข้องกับดนตรีในสองบทบาท
คือเป็นผู้เล่นบ้างในบางครั้ง แต่หลักๆ
หนักไปทางเป็นผู้ฟัง
ผมฟังเพลงมาตั้งแต่เด็ก
เริ่มฟังตั้งแต่ยุคพี่แจ้ น้าแอ๊ด ไล่มาถึงป้าเบิร์ด !!!
บ่อยครั้งที่รู้สึกได้ถึงอารมณ์เพลง ผ่านจังหวะดนตรี
หลายครั้งที่เข้าใจในเนื้อหา
ที่สะท้อนออกมาผ่านเนื้อเพลง
และทั้งหมดนั่นทำให้ผมยกให้เพลงเป็น”เพื่อน”
เพราะเพื่อนอย่าง”เพลง” ทำให้ผมสนุก ยิ้ม เหงา
ได้ข้อคิด หรือเข้าใจชีวิต อย่างเป็นกันเอง
ในเวลาไม่นาน
( โดยเฉลี่ยประมาณ 3 นาที
)
…
ทั้งหมดที่เล่ามา มันเริ่มต้นจาก
ผมเพิ่งไปดูคอนเสิร์ทมาครับ
หลายวันแล้วล่ะ
“เหตุเกิดที่เฉลียง ดนตรีบำบัด ถาปัดจัด เฉลียงโชว์”
เพลงเฉลียง ก็เป็นอีกหนึ่งวงดนตรีที่ฟังมานาน(มาก)
ได้ข้อคิด และเข้าใจชีวิตมากมาย
จากปลายปากกาของทุกคนบนเฉลียง รวมถึง
พี่จิก-ประภาส ผู้อยู่เบื้องหลัง
คารวะทุกท่านงามๆที่บรรทัดนี้ครับ
ขอบคุณที่แนะนำเพื่อนที่ดีให้ชีวิตผม
เพื่อนใหม่ แนะนำให้ฟัง จากเฉลียงครับ
เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ



Third Place : พักใจไม่พักฝัน
ถ้า First Place หมายถึงบ้าน
Second Place คือที่ทำงาน
แล้ว Third Place ล่ะ …
Third Place อธิบายแบบเข้าใจเอาเอง ว่า
ที่ไหนก็ได้ ที่เรายินดีจะใช้ชีวิตบ่อยๆ ในวันว่าง
นอกเหนือจาก บ้าน และที่ทำงาน …
อาจเป็นชายทะเล ขุนเขา สวนสาธารณะกลางเมือง
วัด ห้องสมุด และอื่นๆ
แต่ที่ผมไปบ่อยๆ เป็นร้านกาแฟครับ
ผมไม่มีร้านประจำ แต่ร้านที่เลือกไป มักเป็นร้าน
ที่ไม่แออัด หรือเงียบสงัด วังเ ว ง (บรื๋อๆ
)
เป็นแบบพอดีๆครับ
บ่อยครั้งใช้เป็นที่คุยงาน
บ้างใช้พบปะสังสรรค์
และอีกไม่น้อย ที่เลือกเข้าไปนั่ง
. . . . เ ฉ ย เ ฉ ย . . . .
โลกทุกวันนี้หมุนเร็วมากครับ
ทั้งโลกธุรกิจ(เล็กๆ) และชีวิตส่วนตัว
เรื่องราวที่ผ่านเข้ามาก็มากมาย
ตามอายุที่เพิ่มขึ้น
ผมมี Third Place เพื่อพักใจ คลายสมอง
จากโลกใบที่ว่า “ชั่วคราว”
นั่ง นิ่ง นิ่ง มองดูผู้คน บรรยากาศรอบๆ
ดื่มเครื่องดื่มที่ชอบ คิดฝันถึงสิ่งที่อยากทำ
และไม่ลืมที่จะจดบันทึกเอาไว้
เป็นธรรมดาที่ช่วงเวลาที่เราผ่อนคลาย
มักผ่านไปเร็ว และแล้วผมก็ต้องกลับเข้าสู่
โลกใบเดิม ใบนั้น
อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง .. .. .. ..
แต่เชื่อสิ ไม่นานหรอก
เมื่อผมหาช่องว่างของเวลาได้อีก
ผมจะกลับไปใหม่ แน่นอน
เพราะสำหรับผม Third Place คือ
ที่พักสมอง เพลินใจ แต่ไม่พักฝันครับ




