Crazy Blah Blah
Let’s Talkin Blah Blah Blah … ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| ///////////////////////////////////////Archive for กันยายน, 2007
กินย่านเก่า
เรื่องในวันนี้เริ่มต้นที่ วันนึงผมขับรถไปแถวพระราม2
ในช่วงเย็น การจราจรก็คับคั่งเป็นปกติครับ
แล้วสมองผมก็สั่งการ ไปหาอะไรกิน “ย่านเก่า”ดีก่า
ย่านเก่าของผม ไม่ใช่ย่านที่มีวัฒนธรรมอันยาวนาน
อย่างเยาวราชหรือพลับพลาชัย แต่เป็น ย่านเก่า
เมื่อคราวเรียน ป.ตรี ที่มหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งย่าน
ประชาอุทิศต่างหากล่ะ
เท่าที่จำความได้ในตอนนั้น หลังเลิกเรียน
ผมและเพื่อนๆ ก็ไม่ค่อยจะกลับบ้านกันหรอก
ดีดกีตาร์ เตะบอล รำพัด ไปตามเรื่อง
พออาทิตย์ลาลับ ท้องก็เริ่มร้อง “ไปหาข้าวกินกัน”
ในบริเวณหน้ามหาลัย มีร้านให้เลือกเยอะครับ
พวกเราก็กินสลับๆกันไป แต่ร้านดังๆในหมู่พวกผม
จะมีไม่กี่ร้าน แต่ละร้านมีวัตถุประสงค์ชัดเจน
เช่น ฮอทแอนด์คูล ไว้ดูบอล แคนทีน กินหนมปัง
กะดูหญิง ดึกๆต้องร้านรู(พรนมสด) ส่วนที่ฮิตสุดๆ
ของภาคเราในตอนนั้น เป็นร้านน้องโบครับ
ไปทำไมน่ะหรือ? น้ำที่นี่มีไว้ดื่มให้ลืมคำถามครับ
อีกร้านที่อดนึกถึงไม่ได้ ยิ่งในช่วงปีหลังๆกินบ่อยมาก
จนรู้สึกเลยว่า อาหารอีสาน คืออาหารประจำชาติ
ร้านที่ผมกิน แรกเริ่มเดิมที เป็นร้านเล็กๆ ตั้งอยู่หน้า
มินิมาร์ท ก่อนถึงซอยประชาอุทิศ30 ซัก 50เมตรได้
ขายอาหารอีสาน รวมถึง ต้มยำและสารพัดยำทั้งหลาย
วันเวลาผ่านไป กิจการก็ดีขึ้นเป็นลำดับ
ส่วนนึงเค้าคงต้องขอบคุณพวกผมนะนั่น กินมัน
อาทิตย์ละ 3 วันอย่างน้อย วนไปในแทบทุกเมนู
จากแผงเล็ก สู่ห้องแถว 1คูหา+โต๊ะเสิรมริมฟุตบาท
มาคราวนี้ หลังจากห่างหายไปหลายปี กลายเป็นร้าน
ส้มตำโคราช ขนาด 2 คูหา แถมอยู่ฝั่งตรงข้ามซะงั้น
ผมเลือกร้านนี้ล่ะครับ คิดได้อย่างนั้นก็พาตัวเอง
เคลื่อนเข้าสู่เป้าหมายในบัดดล
มาถึงร้าน กว้างขวางทีเดียว ไม่รอช้าเข้าไปนั่งทันที
เจ้าของร้านเห็นหน้าแล้วยิ้มๆแฮะ สงสัยจะจำได้
“ตับหวาน ส้มตำทะเล ต้มยำรวมมิตร ไก่ทอด”
ผมสั่งทันที ตามด้วยน้ำเย็นๆ และข้าวอีกเล็กน้อย
รสชาดอาหาร อร่อยครับ เป็นรสชาดที่คุ้นเคย
ไก่ทอดเนื้อนุ่ม ต้มยำรวมมิตร ส้มตำรสเยี่ยม
ที่ไม่หวานเจี๊ยบ เค็มปี๋ หรือเปรี้ยวปริ๊ดสส
รสจัดว่ากลมกล่อมเลยทีเดียวเชียว แต่ทีเด็ดของวันนี้
ในความคิดผม ตับหวานครับ ตับนุ่ม สุกกำลังดี
ไม่มีกลิ่นคาวหรือรสขม สุดยอดดดดดดด
ไปกินที่ไหนก็ไม่รู้สึกชอบเท่ารสชาดของที่นี่ จริงๆนะ
อิ่มไปอีกมื้อครับ กับ ย่านเก่า ที่คุ้นเคย
ถ้าคราวหน้า ผ่านมา และเวลามี คงได้ไปเยี่ยมเยียน
กันอีก แล้วจะมายั่วน้ำลายให้อ่านกัน
ว่าแต่รอบนี้ ยั่วน้ำลาย สำเร็จมั้ยครับท่านผู้ชม





แดงเป็ด
เรื่องในวันนี้ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “เซ็งเป็ด”
อันลือลั่น สนั่น Pantip.com แต่อย่างใด
แต่เรื่องที่ผมจะเล่า ชื่อ Red Duck ครับ
เป็นร้านอาหารประเภท กึ่งจานด่วน
คือมีทั้งแบบอาหารจานเดียว และเมนูอื่นๆ
ที่ดูจากชื่อ ไม่น่าจะด่วน น่าจะต้องใช้เวลาในการทำ
ที่เกิดเหตุในครั้งนี้อยู่ที่ โรงหนัง เมเจอร์รัชโยธิน
วันนั้นผมไปธุระย่านดอนเมืองครับ
เสร็จธุระแล้ว เลยชักชวน สมาชิก/ผู้ติดตาม
ไปหาข้าวทานกัน เลือกไปเลือกมาก็ลงเอยกันที่นี่
ด้วยเหตุผลที่ว่า กินข้าวเสร็จจะได้เดินเล่นซักเล็กน้อย
ด้วยความที่ไม่คุ้นกับสถานที่
ไม่ใช่เพราะรัชโยธินเป็นชานเมืองกรุงเทพ
รับไม่ด๊ายยย ปกติเดินแต่พารากอน สยาม
ย่านใจกลางเมืองแต่อย่างใด (แรดไปมะครับ
)
แต่เป็นเพราะ ที่พัก อยู่บางนา ย่านชานเมือง
อีกฟากหนึ่งของกรุงเทพต่างหากล่ะ
เมื่อเข้าถึงเมเจอร์ หาที่จอดรถด้วยความยากลำบาก
ในคืนวันศุกร์แห่งชาติ ที่ผู้คน ทั่วทุกสารทิศพากัน
มุ่งหน้ามาดูหนังกัน ประหนึ่งรอบดูฟรี
เสร็จสิ้น ก็เลยต้องทำการเดินสำรวจกันซักเล็กน้อย
ภายในประกอบด้วยร้านอาหารหลายร้านเชียวครับ
ทั้งอาหารไทย จีน ญี่ปุ่น สุกี้ ชาบู หมู ไก่ เนื้อ
และอีกมาก กระจายตัวอยู่ตามชั้นต่างๆ
แม้ว่าในแต่ละร้านจะมีประเภทอาหารและการตกแต่ง
ที่แตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันแทบทุกร้าน…
คนเยอะมากกกก ครับ มากขนาดต้องยืนรอคิวกันอ่ะ
คิดดู โอ้วว เมเจอร์ นอกจากจะมีรอบหนังดูฟรีแล้ว
ยังจะมีร้านข้าวให้กินฟรีด้วยหรือนี่ !!!!! ผมสงสัยเล็กๆ
แต่แล้ว สายตาผมก็เหลือบไปเห็น ร้านนี้ครับ
แดงเป็ด ! (RED DUCK) <- ภาษาแข็งแรงมาก..กรู
ขณะที่ร้านใกล้เคียง จำต้องแจกบัตรคิวเพื่อแก้ปัญหา
“ประชากรล้นหน้าร้าน”
แต่ Red Duck กลับว่างอย่างน่าใจหาย
ในใจผมคิดทันทีครับว่า มันจะให้บริการได้อีกนานมั้ย
และคิดต่อไปว่า ลองดีก่า เหมือนใจตรงกัน
ผมมองหน้า สมาชิก/ผู้ติดตาม และพร้อมใจกัน
เดินเข้าไปในร้านทันที
ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆครับ มีโต๊ะไม่มาก ตกแต่งใน
โทนสี ขาว ดูโล่งมาก โดยเฉพาะตอนที่มีแขก
เพียงโต๊ะเดียวในร้าน แบบนี้ …
อาหารที่ขายเป็นอาหารจีนครับ
ถ้าให้เทียบแล้วคงใกล้เคียงกันกับ
ซั่งไห่ เสี่ยวหลงเปา ละมั๊ง ประมาณนั้น
วันนั้นผมได้ลองกิน 2 อย่าง
เส้นเล็กต้มยำหมูสับ, บะหมี่ไก่ซีอิ๊ว
รสชาดก็็โอเคนะครับ โดยเฉพาะต้มยำ
ก็ได้รสชาด และเรียกเหงื่อได้ดี
แต่ทำไมไม่มีคนเข้าร้านน๊าาาา
สำหรับราคาอาหาร ก็อยู่ในช่วงเดียวกันกับ
อาหารในห้างทั่วไปครับ ไม่ต่างกันมากนัก
คนอื่นจะคิดไงไม่รู้ล่ะ …..
โอกาสหน้า ถ้าร้านยังไม่เจ๊ง!!!
ผมจะมากินอีก ด้วยเหตุผลอะไรอ่ะเหรอ
รสชาติพอได้ และไม่ต้องรอคิว นะสิครับ
ไปล่ะ




เมื่อก้องต้องฝากท้อง(2)
วันนึงไม่นานมานี้ ผมมีเหตุต้องไปร่วมควบคุม
การทำงานอัดเสียง + MixDown ที่ห้องอัดเสียง
แห่งหนึ่ง ย่าน ทาวน์อินทาวน์ครับ
งานนี้เป็นงานสั้นๆ ดังนั้นเวลาทำงานทั้งหมด
ไม่น่าเกิน 3 ชั่วโมง +- นิดหน่อย ได้คิวห้องตัดตอน
6 โมงเย็น ก็น่าจะเสร็จซัก 3 ทุ่มเศษ ผมคิดคร่าวๆ ..
วันนั้น ผมงานยุ่งทั้งวันเป็นปกติ
ข้าวปลายังไม่ได้กินเลยทั้งวัน มีแต่ของเล็กๆน้อยๆ
ที่พอจะหยิบฉวย ระหว่างใช้ชีวิตหลังพวงมาลัยได้
แล้วผมก็มาถึงที่นัด ตัดสินใจยังไม่แวะกินข้าว
เพราะนอกจากเวลาจะจวนเจียนแล้ว คิดว่า เด๋ว 3 ทุ่ม
งานเสร็จค่อยไปกินอย่างสบายใจ ให้สบายท้อง
แต่พอเอาเข้าจริง …
ที่ไหนได้ ตี 1 !! อุแม่เจ้าาาาาาา หิวมากกกครับพี่น้อง
ฝนตกโปรยๆ ฟ้าร้อง ท้องร้อง สลับกัน เพลินเลยเชียว
ผมขับรถกลับบ้านในสภาพหิวโหยอย่างแรง โดยใช้
เส้นทาง เอกมัย-รามอินทรา มุ่งหน้าถนนสุขุมวิท
การจราจรเริ่มคับคั่ง รถมากเคลื่อนตัวช้าสลับหยุดนิ่ง
ทางกลับกันเคลื่อนตัวได้ตามจังหวะสัญญาณไฟ ![]()
ตี 1 ผับเลิก รถเลยเยอะครับ เป็นธรรมดาของ
คืนวันศุกร์แห่งชาติ เหอเหอ และแล้ว….
สายตาผมเหลือบไปเห็น “โชคดีติ่มซำ” ป้ายนีออน
โดดเด่นเป็นสง่า เห็นเด่นชัด อ่ะฮ้าา ผมรอดล่ะคืนนี้
(จริงๆผมมีตัวเลือกไม่มากนัก เพียง 2 ที่ ที่นึกออก
สำหรับ เอกมัย-เปิดดึก-ไม่โดนฝน คือที่ โชคดี กับ
บ้านไร่ใบกระเพรา เจ้าของเดียวกันกับ โทนาฟฟฟ
อ่ะล้อเล่งน๊าาา ที่เดียวกันกับบ้านไร่กาแฟ ล่ะครับ
คืนนี้ไม่อยากกระเพราแฮะ เลยเป็นคราวของ โชคดี)
ร้านนี้เค้าเปิด 24 ชั่วโมงครับ ตอนแรกคิดว่าร้านคง
เงียบๆเพราะ ใครมันจะมากินติ่มซำ ขนมจีบ ของนึ่ง
กันตอนตี 1 เต็มที่ก็คง 2 โต๊ะอ่ะ แต่ที่ไหนได้
เกือบเต็มร้านครับ งงเลยดิ … ![]()
ลูกค้าในร้านส่วนใหญ่ อยู่ในชุดชวนมองมากครับ
ชุดสวยแต่งหน้าหนาๆ บ้างมีสีเลือดฝาดเล็น้อยพอตึงๆ
โดยมากจะเพิ่งย้ายมาจากสถานบันเทิง ที่เรียงรายกัน
สองฝั่งถนนเอกมัย และใกล้เคียงนั่นแหละ
ผมทาน โชคดี มาหลายครั้งละครับ แทบทุกครั้งจะสั่ง
“บัดกุตเต๋” ถ้าเป็นภาษาอเมริกัน-แต้จิ๋วบ้านผม ![]()
ก็จะเรียกว่า ไป่กุกตุ๋ง หรือกระดูกหมูตุ๋นยาจีนนั่นเอง
ที่เหลือก็เป็นพวกของนึ่งทั่วไปครับ กินมาตั้งแต่เข่งละ
15 บาท ตอนนี้ 16.50 บาทละ รสชาดก็โอเคนะ
ไม่ได้โดดเด่น แต่ก็ไม่ถึงกับติด
“แบล็คลิสประจำตระกูล”
ถ้าคราวหน้าเจองานดึกอย่างงี้ และแถวนี้อีก
คงได้มา”ฝากท้อง”กันอีกล่ะ “โชคดี”





Snake ๆ Police ๆ
มีเรื่องน่าตื่นเต้นที่ไม่น่าตื่นเต้นมาเล่าให้ฟังกันครับ
ที่ว่าน่าตื่นเต้น คือ บ้านผมมีงูเข้าบ้านครับ !!!
ส่วนเรื่องที่ไม่น่าตื่นเต้น ก็ มันเข้ามาปีละ 6-7 รอบ
เป็นงี้มาหลายปีอ่ะครับ เลยชินละ ไม่ตื่นเต้น เหอเหอ
ในละแวกบ้านผม เป็นที่รกร้างครับ ต้นไม้มาก
ชื้น แฉะ ทำเล เอื้อต่อการมีสัตว์ประเภทนี้มาก
ไม่ใช่แค่งูนะครับ แต่สัตว์มงคลอย่าง ตัวเฮีย ก็เคยมี
ต้องทำใจ ปีแรกๆที่งูเข้าบ้าน ตกใจทำไรไม่ถูกเลยล่ะ
งูตัวแรกๆที่เข้ามาเยี่ยมชมบ้านผม เป็นงูเห่าครับ
มุดมาอยู่ในห้องเก็บของ พอรู้ว่ามีคนมาใกล้ๆนะ
เท่านั้นแหละ ออกลายให้เห็นเลยครับ
แม่เบี้ยของจริงหน้าตาไม่เหมือน มะหมี่ นภคปภา
ที่ผมเคยเห็นในหนังเมื่อหลายปีก่อนเลยซักนิด
ในบรรดางูที่เข้ามาเยียมเยียนบ้านผมเนี่ย
มากหน้าหลายตาเลยครับ ตั้งแต่งูเขียวตัวยาวแค่
คืบเศษใหญ่เท่านิ้วก้อย มาจนถึง งูเหลือมงูหลาม
ที่มาด้วยความยาวกว่า 2 เมตร ช่วงกลางตัว
ใหญ่เท่าหัวเด็ก !!!
ถึงบรรทัดนี้ต้องขอชื่นชมสุนัขที่บ้านหน่อยล่ะครับ
ถึงยามสงบมันจะฉี่เรี่ยราดไม่เป็นที่ หรือกวนประสาท
ไปซักนิด แต่ก็ได้มันนี่แหละ ที่เห่าบอก แบบเสียงดัง
ต่อเนื่อง ยาวนาน จนกว่าเราจะเดินไปเห็น “สิ่งนั้น”
ทุกครั้งเลยล่ะ
ทีนี้ ทำไงดีเมื่องูเข้าบ้าน เริ่มแรกคือหายใจลึกๆ ตั้งสติ
แล้วโทรไปหา “ตำรวจ” ครับ
“ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้”
แต่ส่วนใหญ่ ของบ้านผม มักมีเหตุตอนกลางคืนแฮะ
อยู่ภายใต้ดวงจันทร์ ตำรวจไทยเลยจับงูไม่ได้ ฮาาาาา
อ่ะแซวเล่นเล็กๆพอละ จริงๆคือ โทรไป 191 ครับ
ง่ายๆเลย บอกว่า “แจ้งงูเข้าบ้านครับ” แล้วทางตำรวจ
ก็จะถามข้อมูลของบ้านนิดหน่อย จากนั้นจะประสานให้
อาสาสมัครกู้ภัย ในเขตพื้นที่นั้นๆไปช่วยดูให้
บ้านผมใกล้สุดคือ กู้ภัย “พิรุณ” ครับ
เพียงไม่กี่นาที พิรุณก็จะส่ง มอเตอร์ไซต์นำมาดูครับ
ตามมาด้วย รถกระบะ หรือรถตู้ พร้อมอุปกรณ์จับงู
(เป็นท่อยาวๆ ร้อยด้วยเชือกหรือสายสลิง ปลายด้าน
หนึ่งผูกเป็นบ่วงไว้คล้องและรัดที่หัวหรือปากงู)
ระหว่างจัดการกับแขกไม่ได้รับเชิญอยู่นั้น
ก็จะมีตำรวจสายตรวจในท้องที่ช่วยมาดูให้ด้วยครับ
สิ่งที่เราควรเตรียมติดบ้านไว้ เผื่อฉุกเฉิน คือ
ถุงหนาๆ อาจเป็นกระสอบผ้า หรือถุงอาหารสุนัข
ขนาด 5 กิโล (ใหญ่หน่อย) แล้วก็เชือกฟางหรือ
ไนล่อน เอาไว้มัดปากถุงครับ
พอจับเสร็จ ก่อนเอาลงถุงเพื่อนำไปปล่อยที่อื่น
อาสา หรือกู้ภัยบางราย อาจขอถ่ายรูปเจ้า”สิ่งนั้น”
ในบริเวณบ้านเรา เพื่อเอาไปทำรายงาน เป็นผลงาน
เสนอขอเงินสนับสนุนมูลนิธิ (ที่เคยเจอเป็นเฮียปอฯ)
ก่อนกลับเค้าอาจจะให้เบอร์ตรงของหน่วยเค้าไว้
แต่เชื่อผมสิครับ โทรไปที่ 191 ดีกว่า
เพราะถ้าผ่านตำรวจ จะมีสายตรวจมาคอยดูด้วย
โดยเฉพาะ บ้านที่มีแต่ผู้หญิง หรือคนแก่
เพื่อความปลอดภัยของเรา
ต่ออีกนิด ถ้าบังเอิญโดนตัวงู หรืองูเลื้อยไปในบ้าน
ให้ล้างหรือเช็ดถู เมือก ลื่นๆที่อยู่ตามตัวงูออก
รวมึงพวกเลือดงู ในกรณีที่ระหว่างการจับ
งูดิ้นแรงและมีเลือดออก อันนี้ส่วนตัวนะ
อย่าเอามือไปสัมผัสกับเลือดงูโดยตรงนะครับ
หาผ้าเช็ดแล้วเอาไปทิ้งหรือล้างให้สะอาดทันที
ถ้ามีอะไรน่าตื่นเต้นละเอามาเล่าให้ฟังกันใหม่ครับ