สวัสดีครับ
ในวัยใกล้ “ฮาล์ฟ-แซยิด” ของผม
การอ่านนิทาน ช่างเป็นกิจกรรมที่ห่างไกลจากชีวิตประจำวัน
อันปกติ ยิ่งถ้าพูดถึงนิทานอีสปด้วยแล้ว เหมือนถูกแยกออก
จากเส้นทางชีวิตประหนึ่งถนนที่วิ่งขนานกัน ตั้งแต่ขายังก้าว
ไม่พ้น วัยประถมเลยทีเดียว
เอาล่ะ เรามารื้อค้นลิ้นชักความทรงจำกันซักนิด
ด้วยนิทานอีสปเรื่องนี้ ที่เชื่อว่าน่าจะติด Top5 ในใจคุณๆ
ทีนี้ .. ผมพูดถึงเรื่องนี้ทำไม?
นั่นสิครับ ผมก็ไม่รู้เหมิือนกันว่าทำไมจู่ๆวันนึง
ผมก็นึกถึงนิทานเรื่องนี้ หากแต่ตัวละครที่ผุดขึ้นมา
ในห้วงความคิดหนึ่งนั้น กลับถูกเปรียบเทียบอย่างน่าสนใจ
และก็แฝงด้วยความน่าละอายต่อตัวเองอยู่ไม่น้อย
แวบหนึ่งในความคิดนั้น กระต่ายคือปริมาณงานที่เข้ามา
และเต่าคือเวลาที่มีครับ
ต่อจากนั้น การดำเนินเรื่องก็เหมือนเดิมเป๊ะ …
ผมมักเริ่มทำงานด้วยความรีบเร่ง กลัวไม่ทันเวลา
แน่ล่ะการทำอะไรเร่งๆก็อาจมองข้ามรายละเอียด
บางอย่างไปบ้าง เร่งทำแบบหามรุ่งหามค่ำจนเกือบเสร็จ
แต่แล้ว เมื่อเห็นเส้นชัยรำไรอยู่ข้างหน้า และเห็นเวลา
ค่อยๆคลานตามอยู่ข้างหลังไปอีกหลายๆช่วงตัว
กระต่ายอย่างผมก็หยุดพัก จะด้วยความเหนื่อยล้า
หรืออะไรก็สุดแท้แต่ และจะกลับมาทำงานจน
เสร็จสิ้นถึงเส้นชัย ตอนเวลาจวนเจียนแทบทุกครั้งไป
บางครั้งวิ่งชนะตามคาด แต่ก็ไม่น้อยที่วิ่งแพ้
ดูดิครับ ทั้งที่เรื่องชะล่าใจแบบกระต่าย และเรื่อง
ความพยายามอันยิ่งใหญ่แบบเต่า ถูกพูดกรอกหูกันมา
ไม่รู้เท่าไหร่ อีกทั้งในใจ คิดตลอดเวลา ว่าอีสปเป็น
เรื่องของเด็กๆ
แต่แว๊บบบบบบบ นึง ที่คิดถึงเรื่องนี้
ต่อมความละอาย ที่ปกติถูกซ่อนไว้ในสวนลึก
กลับผุดขึ้นมาแหงนหน้าสู้แดดได้ ซะงั้น …
เล่าถึงตอนนี้ ปกติแล้วต้องปิดท้ายด้วย
“นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า …” แต่ผมว่า
ตอนนี้พวกคุณคงรู้กันหมดแล้วล่ะ เนอะ
แล้วพบกันใหม่
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “แพ้เปนพระ ชนะเปนมาร” 555
แล้วมานเกี่ยวกันมั้ยเนี่ย