Crazy Blah Blah

Let’s Talkin Blah Blah Blah … ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| ///////////////////////////////////////

Archive for Uncategorized

อีสป พบ (..)ก้อง

สวัสดีครับ

ในวัยใกล้ “ฮาล์ฟ-แซยิด” ของผม
การอ่านนิทาน ช่างเป็นกิจกรรมที่ห่างไกลจากชีวิตประจำวัน
อันปกติ ยิ่งถ้าพูดถึงนิทานอีสปด้วยแล้ว เหมือนถูกแยกออก
จากเส้นทางชีวิตประหนึ่งถนนที่วิ่งขนานกัน ตั้งแต่ขายังก้าว
ไม่พ้น วัยประถมเลยทีเดียว

เอาล่ะ เรามารื้อค้นลิ้นชักความทรงจำกันซักนิด
ด้วยนิทานอีสปเรื่องนี้ ที่เชื่อว่าน่าจะติด Top5 ในใจคุณๆ

กระต่ายกับเต่า

ทีนี้ .. ผมพูดถึงเรื่องนี้ทำไม?
นั่นสิครับ ผมก็ไม่รู้เหมิือนกันว่าทำไมจู่ๆวันนึง
ผมก็นึกถึงนิทานเรื่องนี้ หากแต่ตัวละครที่ผุดขึ้นมา
ในห้วงความคิดหนึ่งนั้น กลับถูกเปรียบเทียบอย่างน่าสนใจ
และก็แฝงด้วยความน่าละอายต่อตัวเองอยู่ไม่น้อย

แวบหนึ่งในความคิดนั้น กระต่ายคือปริมาณงานที่เข้ามา
และเต่าคือเวลาที่มีครับ

ต่อจากนั้น การดำเนินเรื่องก็เหมือนเดิมเป๊ะ …
ผมมักเริ่มทำงานด้วยความรีบเร่ง กลัวไม่ทันเวลา
แน่ล่ะการทำอะไรเร่งๆก็อาจมองข้ามรายละเอียด
บางอย่างไปบ้าง เร่งทำแบบหามรุ่งหามค่ำจนเกือบเสร็จ
แต่แล้ว เมื่อเห็นเส้นชัยรำไรอยู่ข้างหน้า และเห็นเวลา
ค่อยๆคลานตามอยู่ข้างหลังไปอีกหลายๆช่วงตัว

กระต่ายอย่างผมก็หยุดพัก จะด้วยความเหนื่อยล้า
หรืออะไรก็สุดแท้แต่ และจะกลับมาทำงานจน
เสร็จสิ้นถึงเส้นชัย ตอนเวลาจวนเจียนแทบทุกครั้งไป

บางครั้งวิ่งชนะตามคาด แต่ก็ไม่น้อยที่วิ่งแพ้

ดูดิครับ ทั้งที่เรื่องชะล่าใจแบบกระต่าย และเรื่อง
ความพยายามอันยิ่งใหญ่แบบเต่า ถูกพูดกรอกหูกันมา
ไม่รู้เท่าไหร่ อีกทั้งในใจ คิดตลอดเวลา ว่าอีสปเป็น
เรื่องของเด็กๆ

แต่แว๊บบบบบบบ นึง ที่คิดถึงเรื่องนี้
ต่อมความละอาย ที่ปกติถูกซ่อนไว้ในสวนลึก
กลับผุดขึ้นมาแหงนหน้าสู้แดดได้ ซะงั้น …

เล่าถึงตอนนี้ ปกติแล้วต้องปิดท้ายด้วย
“นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า …” แต่ผมว่า
ตอนนี้พวกคุณคงรู้กันหมดแล้วล่ะ เนอะ

แล้วพบกันใหม่

การกลับมาของผลพลอยได้

ที่ร้านกาแฟสีเขียว ใจกลางเมือง
ทุ่มนิดๆ .. รถติด และยังไม่อยากกลับบ้าน

ผมห่างหายจากการบอกเล่าเรื่องราว
ความคิดต่างๆ ผ่านที่แห่งนี้ไปนานเลยทีเดียว
ถ้าเปรียบชีวิตเป็นดังละครโรงใหญ่
จากที่เคยมีเวลาอยู่นิ่งๆมองดูคนอื่นๆ
เล่นอย่างเข้าถึงบทบาท วันนึงก็กลับกลาย
ต้องเล่นบทชีวิตของตัวเอง ด้วยจังหวะ
ที่แทบจะไม่ได้หยุดหายใจ ซะเอง …
เขียนซะยาว สรุปว่า “ไม่มีเวลา”
นั่นล่ะครับ ข้ออ้างของผม :P

จริงๆนาทีที่กำลังเขียนอยู่นี่ก็ไม่ได้มีเวลาว่าง
หรือได้กลับไปนั่งสวมบท “คนดู” เหมือนที่
เคยหรอกครับ แต่การลุกขึ้นมา คิดๆ เขียนๆ
อีกครั้งคราวนี้ คงต้องบอกว่า เป็นการ
กลับมาฝึกฝน น่าจะถูกต้องกว่า
อย่างนึงที่อยากจะบอกให้รู้ ผมไม่ได้ชอบ
เขียนบทความแบบนี้นักหรอกครับ
หลายคนที่ได้พูดคุยกับผม อาจเคยได้ฟัง
เหตุผลหรือคำตอบ ของคำถามที่ว่า
“งั้นคิดยังไง ถึงเขียนบล็อค?” มาบ้าง

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อหลายปีก่อน
ผมได้พูดคุยกับ Senior ท่านนึงที่กรุณา
สั่งสอนผมตั้งแต่ผมเริ่มทำงานใหม่ๆ
ท่านถามว่า”คุณเขียนไดอารี่ หรือบทความมั้ย ?”
“ไม่ครับ ทำไมเหรอ” ผมตอบกลับแบบ งง งง
“คุณน่าจะลองเขียนดู นอกจากจะเอาไว้
เตือนความจำแล้ว มันเป็นการรวบรวมและ
ส่งผ่านความรู้ของคุณไปสู่อนาคตด้วย”
ผมตามพี่คนนั้นไม่ทันหรอกครับ บอกตามตรง
หลังจากนั้นอีกพักใหญ่ ผมถึงเข้าใจ :)

การเขียนบันทึกเรื่องราว อาจดูไม่ยากอะไร
แต่การเขียนให้คนอื่นอ่านแล้วเข้าใจนั้น
ไม่ง่ายครับ ต้องลำดับความคิด ลำดับ
การนำเสนอ บอกเล่าให้ไม่ซับซ้อนจนเกินไป

นี่ล่ะครับ ที่มาของการบ่นแบบบ้าๆบอ
( Crazy Blah Blah … ) ของผม

ในขณะที่กระบวนการเขียนเป็นการฝึกฝน
เรื่องราวทั้งหมด คงเหมือนเป็นผลพลอยได้

ผมจะพยายามนำ “ผลพลอยได้”
มาให้อ่านบ่อยๆละกันนะครับ

อ่านรู้เรื่องหรือไม่ยังไง บอกกันได้นะครับ
แล้วพบกันใหม่

ศรัทธา : เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ

สวัสดีครับ
วันนี้พักเรื่องอาหารการกินซักแป๊บบ
แล้วมาว่ากันด้วยเรื่องที่ลึกลับซับซ้อนซักนิด
“ศรัทธา” ในความหมายของผม คือ
เชื่อมั่น เชื่อมั่น และเชื่อมั่นครับ
นอกจากนั้น ยังทำตามอย่างไม่สงสัยด้วย …

ชีวิตผมศรัทธาอยู่หลายเรื่องครับ
ทั้งเรื่องศาสนา เรื่องสถาบัน รวมถึงบุคคล
อย่าง Designer หลายๆท่านที่ผมทั้งศรัทธา
และยึดถือเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน
มองไกลตัวซักนิด ในสังคมเราตอนนี้
ในวงสังคมแวดวงการเมือง การปกครอง
การศึกษา เรื่องของศรัทธานี่หลายๆท่าน
ให้ความเห็นว่ากำลังเข้าขั้น “วิกฤติ”
เมื่อคนทุกกลุ่มได้แต่มองในมุมของตัวเอง
เรียกร้องสิทธิของตัวเอง แม้จะรู้ว่าบางเรื่อง
ที่เรียกร้องจะถูกใจ แต่ไม่ถูกต้องตาม
ครรลองครองธรรมก็ตาม

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มเกิดข้อสงสัยในศรัทธา
เมื่อนั้นเราก็ขาดศรัทธาสิ่งๆนั้นเสียแล้ว
ซึ่งสมองอันขลาดเขลาของผม รู้สึกว่า
ซ่อมศรัทธามันยากกว่าสร้างศรัทธาเยอะครับ

แปลกใจมั้ยครับที่วันนี้ผมหยิบยกเรื่องนี้มา
พูดคุยกัน พอดีผมได้ของเล่นใหม่มาครับ
HP iPaq navigation system มันคือตัวรับ
สัญญาณ GPS แบบบลูทูธครับ ความจริงผม
ได้ตัวนี้มานานแล้วล่ะ แต่ยังไม่เคยได้ใช้งาน
เพิ่งให้พี่ชายเซ็ตโปรแกรมแผนที่ให้ไม่นาน

สำหรับคนที่ไม่เคยใช้ ..
โปรแกรมนี้นอกจากจะแสดงแผนที่ให้ดูแล้ว
ระหว่างการเดินทางไปยังจุดหมาย จะมี
เสียงพูดบอกเราด้วยครับ เช่น
“อีก 1.6 กิโลเมตร เลี้ยวซ้าย”
“อีก 150 เมตร ถ้าเป็นไปได้ ให้กลับรถ
แล้วคงอยู่ทางขวา”

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหัวข้อวันนี้ ?

หลังจากที่ผมได้ใช้งานมาระยะสั้นๆ
ได้มีโอกาสมอบหน้าที่ คนนำทาง ให้
GPS ตัวนี้พาผมไป ผ่านการแปรค่าพิกัด
จากดาวเทียมสูงสุดถึง 12 ดวง ไปยัง
ปลายทางที่ผมเคยได้ยินชื่อ แต่ไม่เคยก้าว
ไปในจุดนั้นมาก่อน สิ่งนึงที่พี่ชายผมแนะนำ
นอกจากพื้นฐานของการใช้โปรแกรมนี้แล้ว
เค้าบอกผมว่า “สำหรับทางที่เราไม่เคยไป
การใช้ GPS ต้องใช้ด้วย ศรัทธา อย่างเดียว
เค้าบอกให้เลี้ยวซ้าย ตรงไป กลับรถ เราก็
ทำตามไป อย่าได้ขาด”

สำหรับผมแล้ว “ศรัทธา” คือ เชื่อมั่นและ
ทำตามอย่างไม่ต้องสงสัยครับ :)

.

อารีย์ วาวี คอฟฟี่ เฮ้าส์

ตั้งชื่ออย่างนี้ แน่นอนครับ พาไปกินอีกละ :P

ผมเห็นร้านกาแฟร้านนี้ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันครับ
ตอนนั้นผมมีนัดลูกค้าไปคุยงานที่ร้านกาแฟอีกแห่งใน
ปั๊มหอย ก่อนถึงซอยอารีย์ไม่กี่เมตร หลังปัํมกะกำแพง
ร้านนี้เค้าติดกันครับ เห็นจากด้านนอกเป็นบ้าน 2 ชั้น
ดูเป็นไทยๆ เข้ากันกับชื่อ แต่งร้านด้วยป้ายไฟ สีส้มดำ
สะดุดตา โดยเฉพาะช่วงหัวค่ำ เลยตั้งใจว่า
วันนึงจะไปเยี่ยมเยียนซักหน่อย

แล้ววันนั้นก็มาถึง
ตื่นมาเกือบเทืี่ยงในวันอาทิตย์
งานการก็ไม่อยากทำ เลยไปแรดที่จตุจักรซะหน่อย
เดินเล่นจนเหงื่อซึมได้ที่ พอจะกลับก็นึกได้ว่าอยู่ใกล้ๆ
ซอยอารีย์ งั้นลองแวะไปวาวี ท่าจะดี

ผมมีข้อมูลของร้านแค่ เห็นได้จากริมถนน แค่นั้น
แต่ก็หาไม่ยากนะครับ อย่างนึงที่ไม่รู้มาก่อน คือซอย
อารีย์ 1 เนี่ย ร้านกาแฟของโปรดผมเพียบเลย
อ่อ ซอยอารีย์ 1 เป็น วันเวย์นะครับ และแต่ละร้านที่ว่า
เพียบบเนี่ย ไม่มีที่จอดรถทั้งนั้น การหาที่จอดข้างทาง
คงต้อง สังเกตุให้ดีและตัดสินใจให้ไวครับ
เพราะถ้าขับเลยไปล่ะก็ ตัดเข้าราชครู ออกพหลโยธิน
วนเข้าซอยอารีย์อีกรอบ แหงมๆ

จอดรถได้เรียบร้อย เข้าร้านดีกว่า
อย่างแรกที่เห็นคือสวนหน้าบ้านครับ สวนถูกจัดวาง
ด้วยโต๊ะหลายรูปแบบรองรับผู้คนทั้งแบบมาเป็นคู่
มาเป็นแก๊ง มีศาลาไม้เล็กๆในสวนด้วยนะครับ


เข้ามาในร้าน จัดแบบบ้านๆ เปิดเพลงเบาๆ
กลิ่นหอมกาแฟบดโชยมาเอื่อยๆ
ทุกครั้งที่ผมไปร้านไหนเป็นครั้งแรก ผมมักจะถาม
พนักงานที่ร้านครับ และครั้งนี้ก็เหมือนกัน
“มีเครื่องดื่มอะไรแนะนำผมบ้าง”
“พี่ชอบทานกาแฟเข้มมั้ยครับ”
“ทานครับ”"งั้นไม่เอสเพรสโซ่ก็อินทนนท์”
ผมเลือกทานอินทนนท์ปั่นครับ ราคาแก้วละ 75 บาท
รสชาดก็โอเคนะครับ ไม่หวานมาก กลิ่นหอมดี
มีบอดี้กาแฟตามสมควร ไม่ได้เข้มมาก แต่ก็ไม่ใส
(แต่ถ้าเข้มมากในร้าน เข้มระดับนี้ ส่วนตัวคงทาน
เมนูอื่นไม่ได้ – เกรงจะอ่อนไป และไม่ชอบ)

วาวีเป็นชื่อดอยครับ อยู่เชียงใหม่ ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟ
อยู่แล้วล่ะ ได้ยินว่าเปิดแฟรนไชส์ร้านกาแฟมานานละ
เพิ่งได้ลอง วันนี้เลยสมใจพอสมควร


ที่นี่มี 2 ชั้นครับ ชั้นล่างให้บริการอินเตอร์เน็ต ด้วย
เครื่อง iMac ขนาด 20 นิ้ว 2 เครื่อง และระบบ
Wireless Internet พร้อมสรรพ ใครจะใช่้ก็ซื้อ
ชั่วโมง ได้ที่เค้าเตอร์เลยครับ โดยรวมร้านนี้ ร้านสวย
กาแฟมีรสชาด บรรยากาศดี ดนตรีไพเราะ แหล่มครับ

ตอนที่มาเค้ามีเล่นดนตรี Acoustic เล่นอยู่ที่สวน
ด้วยครับเป็นกีต้าร์ กับทรัมเป็ต แปลกไปอีกแบบครับ

ระหว่างทาง(2) ไข่กระทะ vs กุ้งกาฬสินธ์ .. กินที่อุดร

กลับมาที่เรื่องระหว่างการเดินทางของผมต่อครับ
การเดินทางไปกึงธุระกึ่งเที่ยวของผมในครั้ังนี้
ผมมีโอกาสทานอาหารหลายอย่างเลยครับ
เริ่มที่อาหารขึ้นชื่อของที่อุดรนี่ ว่ากันว่าใครมาที่นี่
ต้องทาน ขนาดนั้นเลย ไหนๆ ขอลองหน่อยดี๊ ~~~

ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากครับกว่าจะได้ทาน
อาหารเมนูนี้ ไม่ใช่ลำบากเรื่องสถานที่หรืออะไรหรอก
แต่ว่าเค้าขายกันตอนเช้าครับ แล้วไอ้ผมเนี่ยมันตื่นเช้า
เป็นกะเค้าซะที่ไหนล่ะ งานนี้ต้องใช้บริการทั้ง
นาฬิกาปลุก ทั้งโทรศัพท์มือถือปลุกเลยทีเดียว

เป้าหมายของผมเช้านี้อยู่ที่ร้าน ไข่กระทะเลิศรสครับ
ร้านนี้ตั้งอยู่หัวมุมถนนโพศรี ตรงข้ามทุ่งศรีเมืองครับ

ไอ้ไข่กระทะที่ว่านี่จริงๆแล้วก็คือ ไข่ดาวร้อนๆโรยด้วย
หมูสับ หมูยอ กุนเชียง เวลาเสริฟ มาพร้อมขนมปัง
อบกรอบคล้ายฮอทดอก

สนนราคาของมื้อนี้ ไข่ 2 กาแฟร้อน 1 เย็น 1
ขนมปัง 2ทั้งหมด 70 บาทครับ

จากนั้นในช่วงบ่าย ผมนัดทานข้าวกับเพื่อนคนนึงครับ
ไม่เจอกันซัก หลายปี เธอกลับมาช่วยงานที่บ้านครับ
เนื่องจาก การงานที่รับผิดชอบอยู่ จึงทำให้การเข้า
กรุงเทพในแต่ละครั้ง กลายเป็นเรื่องใหญ่มาก
สำหรับเธอ พอผมโทรไปบอกว่า ตอนนี้ผมอยู่อุดร
น้ำเสียงเธอดูจะดีใจอยู่ไม่น้อย
ร้านที่เรานัดกันนี่ การเดินทาง เราจะขับรถโดยใช้ถนน
เลี่ยงมืองอุดร มุ่งหน้าไปจังหวัดหนองคาย วิ่งไปซัก
อึดใจ เราก็จะพบกับแยกหนองผือ
ที่นั่นเราจะพบร้านอาหารอยู่หัวมุมของแยกชื่อ
ร้านกาฬสินธ์ ร้านใหญ่พอดูเลยครับภายในร้าน จะมี
บึงขนาดใหญ่ ด้านนึงของบึง จะเป็นร้านกาแฟ
บรรยากาศค่อนข้างดี (ซึ่งหาได้ไม่ง่ายเลยในจังหวัดนี้:
ความเห็นส่วนตัว) ถัดไปเป็นตัวอาคารขนาดใหญ่
ภายในมีโต๊ะไว้คอยบริการ บริเวณที่เหลือ รอบบึง
จะเป็นศาลาเล็กๆ จัดเป็นซุ้ม ไว้รองรับ
กลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

ผมเลือกนั่งซุ้มที่ว่านี่ล่ะคัรบ
ในซุ้มจะมีเสื่อปูไว้ให้เรานั่ง เหยียดแข้งขาได้
สบายๆ ร้านขนาดใหญ่ ซุ้มที่นั่งก็ห่างไกลจากครัว
แล้ววิธีสั่งอาหารล่ะ ..ฮะฮ่าา ที่นี่เค้าใช้วิธีแบบบ้านๆ
เลยครับ “ตีเกราะเคาะไม้” แป๊บบเดียวก็มีพนักงาน
ขี่จักรยานมาคอยบริการให้ สะดวกมาก

มาดูที่อาหารกันบ้าง มาที่นี่เค้ามาทานกุ้งเผา กับพวก
อาหารทะเลกันครับ กุ้งใหญ่ ตัวขนาดกลางๆ ไม่ต่าง
อะไรกับที่หาทานได้ในกรุงเทพ แต่สดมาก
กัดไปแต่ละคำ สุดจะบรรยาย

ที่สั่งไปอีกก็มียำรวมมิตรครับ เมนูนี้เด็ดครับ น้ำยำ
กลมกล่อมมากๆ ไม่เผ็ดเกินไป ได้ทั้งเปรี้ยวหวาน
เค็มเผ็ด ครบทุกรสทีเด็ดอีกอย่างของจานนี้คือ
หอยแมลงภู่ครับ ผมไม่เคยทาน หอยแมลงภู่ที่ไหน
อร่อยเท่าที่นี่มาก่อน จริงๆนะ เค้าปรุงหอยมาอย่างไร
ไม่ทราบ แต่เนื้อหอยยังสีข่วๆอยู่เลย ไม่ใช่สีส้มๆ
อย่างที่เคยกิน แถมไม่มีกลิ่นคาวซักนิด (หรือเป็น
หอยดอง ??)ไม่รู้ล่ะ แต่อร่อยมากครับ
เมนูอื่นๆก็ปกติครับ
งานนี้นอกจากอาหารถูกปากแล้ว การได้พบเพื่อนที่
ไม่ได้พบกันมานานก็เป็นอีกสิ่งที่ประทับใจมากครับ

พูดถึงเธอซักหน่อย เพื่อนผมยังคงร่าเริ่ง น่ารัก
เหมือนเดิมครับ ออกจะติงต๊องเล็กๆ ตามสไตล์เธอล่ะ
ในครั้งนี้สิ่งที่เห็นถึง ความเปลี่ยนแปลงคือภาษาครับ
เดี๋ยวนี้ เธอพูดลาวได้คล่องมาก พูดไทยได้นิโหน่ย
และพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยล่ะครับ ฮาาาา

ไปดีกว่า แล้วเจอกันโอกาสหน้า ลาล่ะเด้อ :)

ข้าวแช่ ร้อนๆ มาแล้วจ้า

ช่วงนี้อากาศเมืองกรุงแปลกๆ บางวันร้อนระอุ บางวัน
ก็ฝนตก ส่วนสาเหตุที่ฝนตกนี่ ดูจะไม่ใช่ประเด็นล่ะครับ
รู้แต่เย็นดีเหมือนกันเนอะ

หลังฝนวันนี้ อากาศดีไม่ร้อนมาก ผมเลยชวนแม่
ไปเดินซื้อของ และไปหาอะไรทานนอกบ้านซะหน่อย

หลังจากเดินซื้อของเรียบร้อย ราวๆ 5 โมง ผมแวะไป
เดินเล่น สูดอากาศสดชื่นๆ ที่สวนเบญจกิตติ ครับ
สวนนี้อยู่ข้างๆศูนย์สิริกิต์ ผมมาหายรอบแล้วล่ะครับ
สวนสวย ใจกลางเมือง บรรยากาศดีมากๆ
เล่าซะยาว เข้าประเด็นกันดีก่า เป้าหมายวันนี้ …
อยู่ที่ร้าน S&P ซอยสุขุมวิท 26 ครับ สาขานี้ตกแต่ง
ได้สวยดี มี 2 ชั้น ชั้นล่างชัดเป็นมุม เก้าอี้และโต๊ะเป็น
คล้ายชุดรับแขกเล็ก แบบโมเดิร์น ตามสมัยนิยม
เหมาะสำหรับนั่งทานกาแฟและของว่าง เพราะโต๊ะ
จะเตี้ยหน่อย สำหรับทานข้าวผมว่าชั้นบนเหมาะกว่า
เพราะเป็นโต๊ะเก้าอี้ความสูงปกติครับ

อาหารที่เลือกทานในวันนี้ มีข้าวผัดอเมริกัน

กุ้งทอดครีมสลัดผลไม้ เสริฟท์มาในกระทงเผือก
รสชาดดีที่กรอบแต่ไม่แข็ง เอาเป็นว่า แม่ผมอายุ
หกสิบกว่าๆ ทานได้สบายมากล่ะครับ

และแน่นอน เมนูสุดท้าย ข้าวแช่ชาววัง
เมนูที่ส่วนใหญ่หาทานได้เฉพาะหน้าร้อน (เท่านั้น?)

ผมได้ทานข้าวแช่ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว สิ่งนึงที่ผม
ขอบมากคือ ตัวข้าวแช่เองครับ เป็นข้าวหอมมะลิ
ที่หุงแบบใดไม่ทราบ แต่ได้ข้าวเป็นเม็ดๆไม่เกาะกัน
เป็นก้อนหรือบาน แฉะ จนเละ แช่มาในน้ำลอยดอกมะลิ
เย็นๆ โรยน้ำแข็งมาเล็กน้อย ทานแล้วหอมมากครับ
ชื่นใจ …

ในชุดเสริฟมาพร้อมเครื่องเคียงครับมีหลายอย่างเลย
แล้วแต่สูตรของที่ไหน แต่ที่นี่ เค้าเสริฟมาพร้อมกับ
กะปิทอด หอมแดงทอด ผัดหัวไชโป้วแล้วก็มะเขือยาว
ยัดไส้หมูสับครับ
เวลาทานก็จะตักเอาเครื่องเคียงเข้าปากโดยตรง
แล้วตักข้าว + น้ำลอยดอกมะลิตามเข้าไป เพื่อไม่ให้
รสชาดของเครื่องเคียงลงไปปนกับกลิ่นหอมน้ำลอย
ดอกมะลิในชามข้าว

เรื่องรสชาดนี่ ด้วยความที่ไม่ใช่นักชิม “ลิ้นเทพ”
คงบอกไม่ได้ว่าดีหรือไม่ดียังไง ร้านไหนอร่อยกว่า
เอาเป็นว่า … ผมชอบครับ :)
ข้อควรระวังอย่างนึงที่อยากทักไว้ก่อนสำหรับท่านที่คิด
จะพาผู้ใหญ่ไปทาน คือมันเป็นข้าวแช่เย็น มากับ
เครื่องเคียงเป็นกับข้าวร้อนๆ อาจมีผลใกล้เคียงกับ
การนำข้าวออกมาจากตู้เย็นแล้วทานเลยโดยที่ไม่ได้อุ่น
อาจเกิดลมในกระเพาะ หรือสร้างความผิดปกติให้แก่
ระบบทางเดินอาหารของผู้สูงอายุบางท่านได้นะครับ
(เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่มีข้อมูลทางการแพทย์มา
ยืนยันครับ)

บังเอิญช่วงนี้ S&P เค้ามีโปรโมชั่นครับ
ซื้อข้าวแช่ชาววัง จะมาพร้อมกับ ข้าวเหนียวมะม่วงด้วย
อร่อยกันใหญ่เลย ผมกะแม่ :D

หน้าตางดงามมากครับ เมนูนี้มะม่วงน้ำดอกไม้ รสชาด
หอมหวานมาก มาพร้อมข้าวเหนียวมูล ไม่แข็งแต่ก็
ไม่นิ่ม กลางๆครับกำลังทานได้ ราดด้วยน้ำกระทิ ข้น
โรยด้วยถั่วเล็กน้อย ไม่รู้จะบรรยายรสชาดยังไง
ของแบบนี้ต้องลองเองครับ

เอาล่ะ มายั่วน้ำลายคนอื่นเสร็จ ไปดีกว่า
แล้วเจอกันใหม่ครับทุกท่าน

ระหว่างทาง(1) หลวงปู่โต วัด สรพงษ์ ชาตรี

ห่างหายไปนานเลยทีเดียว สำหรับการอัพเดต
เรื่องราวที่นี่ ระหว่างที่หายไป ผมมีโอกาส
ไปเยือนภาคอีสานตอนบนมาครับ

การเดินทางครั้งนี้ผมขับรถขึ้นไปจากกรุงเทพ
โดยใช้เส้นทางหมายเลข 2 จากกรุงเทพ ผ่าน
ปทุมธานี สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น แล้ว
ไปสิ้นสุดการเดินทางที่ อุดรธานีครับ
ระยะทางเกือบ 600 กิโลเมตร

ผมเริ่มเดินทางตอนสายๆครับ ขับมาเรื่อยๆ
ไม่เร็วมากนัก เป้าหมายแรกของวันนี้คือ
ไปแวะพักกินข้าวเที่ยงริมเขื่อนลำตะคอง
พอใกล้จะถึงลำตะคอง เราจะเห็นข้างทาง
เริ่มมีร้านอาหารเรียงรายอยู่ล่ะครับ
ปัญหาของเราคือมีร้านมากเหลือเกิน
เลือกร้านไหนดีแต่ละร้านจะมีคนคอยโบกมือ
ให้เราเข้าใช้บริการด้วยท่าทางที่สุดจะบรรยาย
ขนาดเคยออกสะเก็ดข่าวมาแล้วคิดดู …
พวกใส่ชุดเสือโบกรถเข้าปั๊มยังอายล่ะครับ

เลือกมั่วๆซะงั้น .. :P
เข้ามาในร้าน .. บรรยากาศก็โล่งดีครับ
วิวเป็นแม่น้ำ แต่ด้วยความที่เป็นหน้าแล้ง น้ำ
เลยน้อยไปซักนิด เรื่องอาหารก็ธรรมดานะ
ผมว่า แต่ก็ไม่ขี้เหร่นะ โอเคอยู่ อาหารก็เร็วดี
สั่งไปแป๊บบเดียวก็มีพนักงานสาวสาย ..!!
มาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ

ใช้เวลาทานอาหารซักครู่ ก็ออกเดินทางต่อ
เป้าหมายข้างหน้า นมัสการ หลวงปู่โต
วัดสรพงษ์

ผมขับรถมาตามทาง จากร้านอาหารเมื่อครู่
เพียงชั่วอึดใจ ก็ได้เห็นวิหารขนาดใหญ่ทาง
ซ้ายมือ และป้ายบอก หลวงปู่โต เอาล่ะครับ
เรามาถึงแล้ว

ที่ทุกท่านเรียกว่าวัดสรพงษ์ หรือวัดหลวงปู่โต
เนี่ย จริงๆแล้วทราบทีหลังว่า ไม่ใช่วัดครับ
ที่นี่เป็นอุทยานมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์
(โต พรหมรังสี) ที่สร้างโดยคุณสรพงษ์ ชาตรี
ด้วยเงินบริจาคล้วนๆ กว่า 300 ล้านบาทครับ
ที่นี่ถูกจัดวางตัวอาคารและภูมิทัศน์โดยรอบ
ไว้อย่างสวยงาม ตั้งแต่ทางเข้าเลยนะ
วันที่ผมไปเป็นวันอาทิตย์ครับ ลานจอดรถจึง
เต็มไปด้วยรถยนต์นั่งส่วนตัว และรถบัส
จอดรถเสร็จเราจะเจอกับโรงอาหาร ที่นี่แจก
ก๋วยเตี๋ยวฟรีครับ ว่ากันว่าอร่อย
ต่อด้วยร้านค้ากาแฟและขนม จากนั้นก็จะ
เข้าสู่ตัวอาคารรับรองส่วนหน้า
ที่นี่ เป็นที่สำหรับบริจาค/ทำบุญ ใส่บาตรพระ
วันเกิด เคาะระฆังเสิรมดวงชะตาต่างๆ ซึ่ง
ในบริเวณนี้เองที่ท่านจะได้พบกับ
สรพงษ์ ชาตรีและดวงเดือน จิไทสง
คอยต้อนรับท่านอยู่แทบทุกวันโดยเฉพาะ
วันเสาร์อาทิตย์

ถัดจากส่วนนี้จะมีทางเดินเข้าสู่วิหารด้านหลัง
ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปหล่อหลวงปู่โต ขนาดใหญ่
ตั้งอยู่ผู้คนจากทุกสารทิศ ต่างมากราบไหว้
บูชากัน ผมใช้เวลากราบไหว้ขอพรและชื่นชม
ที่นี้ไม่นานนัก ก่อนกลับแวะซื้อ
ชาเย็นหลวงพ่อดื่มแก้ร้อนซะหน่อย จากนั้น
ก็เริ่มเดินทางต่อไป เป้าหมายต่อไป คือ
อีกราว 350 กม.ข้างหน้า จังหวัดอุดรธานี

.

Work @ Home

 

ผมทำธุรกิจ Work @ Home ครับ

ผมหมายถึง ทำงานที่บ้านครับ ไม่ได้พยายาม

ชักชวนให้ทุกท่านทำอาชีพเสริมให้เป็นอาชีพหลัก

แต่ประการใด :)

 

งานนึงของผมคือประกอบวิชาชีพอิสระ (Freelance)

ครับ หลายคนอาจมองว่า ทำงานที่บ้าน ดีจัง

ไม่ต้องเดินทาง  ดีจังไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร

จะทำงานเมื่อไหร่ก็ได้

และอีกมากมาย … ทั้งหลายที่กล่าวกันมา …จริงครับ

หากแต่เป็นความจริงแค่เพียงส่วนนึงครับ

 

ฟรีแล๊นซ์แทบทุกคน ต้องทำงานในด้านต่างๆครับ

ด้านงานเอกสาร ด้านการเจรจาต่อรอง

การประชุม ประสานงาน เจรจา  สารพัด

แล้วกระบวนการทั้งหมด ก็ถูกรวบรวม

แล้วกลับมา Work @ Home ซึ่งส่วนใหญ่

จะกินเวลาล่วงเลยไปในวันรุ่งขึ้น

จากที่เคยถูกกดดันจากเจ้านายเพียงคนเดียว ก็

กลายเป็นต้อง Support ลูกค้าแต่ละคน

ในแต่ละงานแทน

 

เรื่องเวลาทำงานเป็นอีกเรื่องที่ทุกคนคิดว่าเป็น

เรื่องสบาย ทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เอาเข้าจริง

ตั้งแต่เป็นฟรีแลนซ์มา

ช่วงเวลาที่บอกว่า “ทำงานเมือ่ไหรก็ได้” ก็คือ

ช่วงที่ ไม่ค่อยมีงาน ครับ ถ้าเป็นสภาวะมีงาน

ตามปกติแล้ว   ไม่มีทาง !!

 

เวลาทำงานของฟรีแลนซ์ มักถูกกำหนดมาจาก

ลูกค้าครับ ตราบใดที่ยังคิดว่า

คุณภาพ(ค่อนข้าง)ดี ด่วนได้ ราคาไม่แพง

 ซะงั้น …  :)

 

สำหรับผม การทำงานที่บ้าน เวิร์ค และไม่เวิร์คครับ

ที่เวิร์ค คือไม่ต้องเดินทาง สาธารณูปโภคครบครัน

แล้วที่ไม่เวิร์คล่ะ …

บรรยากาศในการทำงานครับ การทำงานที่บ้าน

มันพาลจะหลับตลอดเวลา Feeling ในการทำงาน

มันไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่ อีกอย่างนึง การทำงานเพียง

ลำพัง ใช้ชีวิตอยู่ในโลกไซเบอร์ พูดคุยผ่านการแชต

และโพสผ่านกระทู้ต่างๆ คงให้ความรู้สึกได้ไม่เท่า

การถกเถียงกัน การแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนอื่น

 มุมมองต่อสังคมในเชิงการมีส่วนร่วมก็ลดลง

ประสบการณ์ในการเรียนรู้และมีส่วรร่วมกับคนอื่นๆ

จะน้อยมาก ดังนั้นเมื่อมีเวลาว่างหรือในยามที่

คิดงานไม่ออก ผมจะออกไป ข้างนอก ไปในที่ต่างๆ

ไปเปิดมุมมองใหม่ๆ นัดพบเพื่อนๆ หรือไปหยุดนิ่งๆ

มองดูผู้คน และสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัว

เพราะการมองดูเหล่านั้น เปรียบเสมือนการฝาก “ของ”

เข้าธนาคารไอเดียของตัวคุณเอง

แม้เป็นแค่เพียวเวลาสั้นๆ แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับ

การกลับไปสู่ธุรกิจ Work @ Home

อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เล่าเรื่องต่างๆในอีกด้านของฟรีแล๊นซ์มามาก

หลายคนคงมีคำถามว่า แล้วทำไมผมถึงเป็นฟรีแล๊นซ์

มาได้ตั้งหลายปี สำหรับผมแล้วคงตอบได้เพียงว่า

 

“พอกินและพอใจครับ”

 

แล้วพบกัน


กบเหลาดินสอของผม

ด้วยหน้าที่การงานอันไม่เป็นเวล่ำเวลาของผม
การดูทีวีตามเวลาปกติของรายการนั้นๆ 
อาจเป็นไปได้ยากและไม่ต่อเนื่อง แต่ผมมีวิธีครับ 
ตอนนี้ผมสมัครใช้บริการ ดูรายการทีวีย้อนหลัง 
จากเว็บไซต์หนึ่งครับและนั่นเป็นที่มา
ของการอัพเดตในครั้งนี้…

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้ดูซิทคอมเรื่องนึงครับ
น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ชื่อตอนว่า กบเหลาดินสอ
เป็นตอนที่ออกอากาศในช่วงวันครูครับ 
ช่วงหนึ่งของตอน ได้กล่าวถึงครูไว้ว่า 
“นักเรียนก็เหมือนดินสอ ครูก็เปรียบเสมือนกบเหลา
ถ้าเราต้องการให้ดินสอแหลม เพื่อจะเขียนหนังสือ
ได้สวยก็ต้องใช้กบเหลา  ซึ่งมันก็คงจะต้องยอมเสีย
เนื้อไม้ไปบางส่วน นักเรียนก็คงจะต้องเจ็บปวด 
กับการที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ต้องอดทน เพื่อ
ทำให้ตัวนักเรียนดึขึ้นแต่มันก็เป็นเรื่องที่ต้องเป็น 
ไม่ใช่หรือครับ”   

ดังคำที่เคยได้ฟังมา ดูละครแล้วย้อนดูตัวครับ
ดินสออย่างผม ผ่านกบเหลาชั้นดีในชีวิตมามากมาย
ครับ ตั้งแต่วัยเด็ก แม้จะไม่เคยได้ลิ้มรสชาดของการ
โดนตีหน้าเสาธง แต่ถ้าเป็นหน้าชั้นเรียนเนี่ย
เท่าที่จำได้ก็หลายครั้งอยู่ หลายเหตุการณ์เมื่อมอง
ย้อนไปในวันเก่า แม้จะไม่โลดโผนมาก แต่ก็ไม่
ราบเรียบอย่างที่ควรจะเป็นนัก ผมอยู่ท่ามกลาง
สิ่งต้องห้ามในสายตาผู้ใหญ่มากมายตั้งแต่วัยที่ยัง
ไม่ได้ทำบัตรประชาชนด้วยซ้ำ
ทั้ง เฮโรอีน กัญชา เหล้าแห้ง เหล้าไม่แห้ง บุหรี่ มีด 
ดาบ ปืนยิงปากกาฯลฯ แต่ผมก็ผ่านมาในฐานะ 
“ผู้สังเกตการณ์ในระยะใกล้”ทั้งสิ้น เรื่องชกต่อย 
วิวาท มีเขม่นบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นแตกหักอะไรกัน    ..  
เคยมีครูท่านนึงของผม เคยให้คำจำกัดความผมไว้ว่า
“ครูว่าเธอเป็นคนที่ดีที่สุดในกลุ่มที่แย่ที่สุดของห้อง” 
น่าภาคภูมิใจมั้ยครับ :) นั่นละตัวผม ผมคงบอกได้
ไม่ชัด ว่าครูท่านไหนได้ขัดเกลาเหลาเนื้อไม้ส่วนไหน
ของผมไปบ้าง รู้แต่ว่าเพราะครูทุกท่าน วันนี้ 
ผมจึงเป็นผม ที่ไม่ได้จมหายไปกับสิ่งต่างๆรอบตัว  

กลับมาสู่ปัจจุบัน…
ในวันที่ “สถาบันการศึกษา” กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่
ความเป็น “สถานประกอบการด้านการศึกษา” 
มากขึ้นเรื่อยๆ ผม ขอกราบระลึกถึงครูุทุกท่าน
ที่ผ่านมาในชีวิต ที่ช่วยเหลาดินสอทื่อๆ อย่างผม 
ให้มีความหลักแหลมอย่างหลากหลาย 
แม้วันนี้จะยังไม่ได้อยู่ระดับบนสุด แต่ก็มั่นใจว่า
ไม่ได้อยู่ระดับล่างสุดให้ครูคอยเป็นกังวล หากแต่
จะแหลมคมในระดับที่สูงขึ้น แน่ๆ  

นักเรียน .. เคารพ
ขอบคุณครับคุณครู (กราบ) 
 

เรื่องใหญ่ในวัยเยาว์ (2) Santa Claus is coming to LaSalle

ย้อนหลังไปหลายๆปีมาแล้ว

ตั้งแต่อนุบาลกางเกงแดงล่วงมาถึงประถมหก

ผมเรียนในโรงเรียนคริสต์ครับ

เป็นโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงพอสมควร ใน

ย่านบางนา (พวกผู้ใหญ่เค้าว่างั้น)

 

ด้วยความที่เป็นโรงเรียนคริสต์ สิ่งนึงที่ผม

แตกต่างจากโรงเรียนประถมทั่วไป

คือวันคริสต์มาสครับ

และนั่น ก็เป็นที่มา ของเรื่องใหญ่ฯ ในครั้งนี้ …

 

25 ธันวาคม ของทุกปี สำหรับผมแล้ว

ไม่ใช่วันสำคัญอะไร และไม่ใช่เรื่องที่น่าจำ

หรอกครับ มันก็แค่วันธรรมดาๆวันนึง ที่ผม

ไม่ต้องไปโรงเรียน ก็เท่านั้น หากแต่เป็น

วันที่ 24 ธันวาต่างหาก

(บางปีก็เป็น 22 บ้าง 23 บ้าง

ขึ้นกับว่า 25 ตรงกับ เสาร์หรืออาทิตย์)

 

ในวันนั้น โรงเรียนเรามีงานฉลอง

วันคริสต์มาสกันครับ  เริ่มที่ตอนเช้า

เมื่อการเคารพธงชาติและสวดมนต์

ตามปกติจบลงการแสดงก็จะเริ่มขึ้น 

 

ลานหน้าเสาธงและบริเวณใกล้เคียง จะถุก

แปลงโฉมเปน Musical Theatre ขนาดใหญ่ 

พรั่งพร้อมไปด้วยฉากต่างๆ ทั้งถ้ำ  ทั้งเมือง

เบธเลเฮม เยรูซาเลม ในเรื่องที่เกี่ยวกับ

ประวัติของพระเยซู ที่แสดงโดยนักเรียนจาก

หลายระดับชั้น ถึงรู้ทั้งรู้ ว่าการแสดง

ไม่ต่างกับปีก่อนๆ แต่ ผมก็ตั้งใจดูทุกๆปี

 

การแสดงจบลง ต่อด้วยการเชิญชวนกัน

ร้องเพลง ’X mas ที่คุ้นหูมากมาย

 

และแล้ว ไม่นานเกินรอ ที่หน้าประตูโรงเรียน

ปรากฎร่างชายคนหนึ่งชายผู้มาในชุดสีแดง

รองเท้าดำ พร้อมทั้งเคราสีขาว(ที่ทำจากสำลี)

แบกถุงของขวัญใบใหญ่มากๆ เดินเข้ามา

” Santa claus is coming to LaSalle ” :D

 

ระหว่างที่เรากำลังนึก ว่าในถุงขนาดใหญ่ที่

ซานต้าแบกมานั้นมีอะไร แล้วทุกอย่างก็

กระจ่างชัด เมื่อซานต้าเอามือล้วงเข้าไป

ในถุงแล้ว กวาดแกว่งมือไปมา บริเวณที่

พวกเรานั่งอยู่

 

มันคือลูกอมครับ ลูกอมหลากชนิด ทั้งแบบ

ที่พบเห็นในร้านค้าทั่วไปและแบบพิเศษๆ

ไม่ว่าจะเป็น SuperLemon เปรี้ยวจี๊ดด

0 ํc สุดเย็น ช็อคโกแลตมิ้น ท๊อฟฟี่นมตรา

กระต่าย และอีกมาก ถูกโปรยไปทั่วทั้ง

บริเวณที่เด็กๆกว่า 2,500 คนนั่งอยู่ 

เป็นการส่งท้ายพิธีการในช่วงเช้า

 

กิจกรรมต่อมาเกิดขึ้นต่อเนื่องกันครับ 

แต่ย้ายมาในห้องเรียนแทน

ทุกห้อง ทุกชั้นเรียน จะเปลี่ยนการจัดโต๊ะใหม่

ให้กลายเป็นห้องจัดเลี้ยง

แต่ละคนจะเอาข้าว กับข้าว น้ำ ขนม ผลไม้

มาทานร่วมกัน ทานเสร็จ ก็ช่วยกันเก็บ

มีเกมต่างๆที่ช่วยกันคิด ร่วมกันเล่น

ช่วงบ่ายๆก็จับสลากของขวัญกัน

แล้ว จบท้ายด้วยการเปลี่ยน Party Hall

ให้กลับสู่ ห้องเรียน ตามเดิม

 

เรื่องใหญ่ในวันนั้น

เมื่อมองย้อนกลับไปในวันนี้

จะมีมั๊ยอีกซักช่วงในชีวิต ที่เรา จะได้รู้สึก

สนุก มีความสุขร่วมกับเพื่อนๆมากมาย

แบบไม่มีเรื่องให้ขบคิดให้ปวดสมอง

ดั่งช่วงตอนเป็นเด็กๆ

ถึงเรื่องมันอาจจะไม่ใหญ่เท่าเก่า

แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ยินดีจะบอกเล่า

อย่างไม่มีวันลืมเลยทีเดียว

 

We wish you a merry christmas

and (maybe) Santa Claus 

coming to town :)

 

cheers,

 

 

200464719-001.jpg

 

superlemon.jpg


white_rabbit_sweets.jpg

 

b477f1528t97247_a8aa2d0d9691a64d142201997650e1c5.jpg 

 


Older entries »