Crazy Blah Blah
Let’s Talkin Blah Blah Blah … ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| ///////////////////////////////////////Archive for Uncategorized
ระทึกขวัญ สีสัน และแฟนคลับ
ห่างหายไปจากหน้าบล็อคนานเลยทีเดียว
กลับมาคราวนี้ มีเรื่องมาเล่าให้ฟังตามเคย
เมื่อต้นเดือนผมไปดูดนตรีมาครับ
Bangkok City Music Fest 2007
งานนี้ทางKPN เค้าจัด เป็นปีที่ 2 ละ
จัดที่ อุทยานฯ เบญจสิริ ข้างเอ็มโพเรี่ยม
อากาศดี ดนตรีดี วิวดี สุดยอดครับ
ดนตรีเริ่มต้นราว 18.30 โดยมีคุณพี่โก้
Saxman ออกมาเป่าแซกฯเพลง
สรรเสริญพระบารมี เพราะมาก
จากนั้นก็พบกัน น้องๆนักเรียนจาก KPN
นัทมีเรีย, ปั่น, รวิวรรณที่มากับพี่ชายที่แสนดี
ป้อม ออโต้บาห์น, ชรัส , วิยะดา
กอล์ฟไมค์ก็มา ฮาสุดๆกับ เบิร์ดกะฮาร์ด
ดนตรีดีๆ จาก Etc ร่วมด้วย โก้ saxman
ปิดท้ายด้วย นูโว แบบเต็มวง
งานนี้ เพลงที่เล่น หลอกเช็คอายุคนฟังเป็นระยะ
ไม่รู้ว่าผมถูกจัดอยู่กลุ่มไหน รู้แต่ร้องได้ทุกเพลง!
ตั้งแต่ รวิวรรณ ยันกอล์ฟไมค์
นอกจากจะได้ฟังเพลงเพราะๆ ดนตรีดีๆแล้ว
ในงานเดียวกัน ผมยังมีโอกาสได้เจอะเจอ
ประสบการณ์แปลกใหม่ที่หาได้ไม่ง่ายนัก
ในขณะที่ผมกำลังดื่มด่ำกับบทเพลงในวัยใกล้ดึก
อยู่นั้น สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อมีกลุ่มคน
จำนวนนึงกรูกันมาทางบริเวณที่ผมนั่งอยู่ด้วย
บรรยากาศมืดสลัวทำให้ไม่สามารถทราบ
ได้แน่ชัดว่ามีกี่คนแน่ แต่เพียงพริบตาเดียว
ผมได้อยู่ท่ามกลางวงล้อมของแฟนคลับ “กอล์ฟไมค์”
ทันทีครับทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ความจริง
ในตอนแรกต้องเรียกว่าเป็น
“กองกำลัง ไม่ปรากฎสัญชาติ”จะถูกกว่าเ
พราะมากันเร็ว และเงียบมาก
แล้วความสงสัยของผมก็หมดไป เมื่อ ภาพสองหนุ่ม
เล่นโรลเลอร์เบลดด้านหน้าได้ประกอบเข้ากับ
เสียงดุจดอลบี้เซอรราวน์จากด้านหลัง
“รักกอล์ฟ” “รักไมค์” “รักกอล์ฟไมค์” “กรี๊ดดดดด”"
กี๊ดดดดด”"อ๊าาาาาาาา” ” >}<*7%$##@” . . . .
เอ่อ แบบว่า บรรยายไม่ถูกครับเคยเห็นแต่ในทีวี
แต่นี่ เต็มเต็ม!
ในกลุ่มนี้ เท่าที่ดู ประกอบด้วยคนหลายวัยครับ
แน่ล่ะ ผู้หญิงล้วนๆส่วนใหญ่น่าจะอายุไม่เกินม.ปลาย
บ้างก็ใส่ชุดนักเรียนมาเลย มีผู้ใหญ่แต่งตัวดี
วัยใกล้ดึกอยู่ในนั้นด้วย ท่านก็น่ารักนะครับ
คอยบอกน้องอยู่ตลอด” ระวังบังพี่ๆ เค้านะลูก”
” เดินดูคนด้วยลูก”"ระวังเหยีบพี่เค้านะ” ขณะที่พูดไป
ก็โยกกันไปตามจังหวะ พองาม (หัวเข่าก็กระแทกหลังผม
กระเป๋าที่ถือก็แกว่งโดนหัวผมบ้าง พองาม
อ่ะไม่ว่ากัน พองาม!
)
เมื่อเพลงแรกจบไป มีเสียงสนทนาดังขึ้นหลังผม
“จุดเลยป่ะ จุดเลยป่ะ” คือ นอกจากป้ายชื่อตัว G M
ป้ายไฟ LED รูปหัวใจ ที่ใช้ทำ รีวิว ประกอบเพลงแล้ว
พวกเค้า ยังมี “ไฟเย็น”มาสร้างสีสันอีกต่างหาก
มันคงจะสวยดี ถ้าสีสันที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เหนือหัวผมขึ้นไป
ไม่เกิน 80 เซนอย่างนี้ คิดดุ ดวงไฟ กว่าสิบดวง
กวัดแกว่งไปมา สร้างความสำราญแก่ชาวคณะ
และระทึกขวัญแก่ผมขนาดไหน
ขณะที่ผม กำลังระทึกกับดวงไฟ และ “รักกอล์ฟไมค์”
แต่แล้ว ทุกอย่างก็หายไปราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อดูโอหนุ่ม กอล์ฟไมค์ แสดงจบ
กองกำลังติดอาวุธ(เสียงกรี๊ด ป้าย และไฟเย็น)
ก็เคลื่อนตัวออกไปจากที่ตั้ง อย่างรวดเร็ว
ทิ้งไว้เพียงเศษเสี้ยวความทรงจำที่ผมบังเอิญบันทึกไว้ได้

และผม ก็กลับไปดื่มด่ำกับบรรยากาศเพลงดี
สำหรับวัยยี่สิบปลายๆ ต่อไป




รูปทั้งหมด ขอขอบคุณ กึ่งยิงกึ่งผ่าน @
Pantip.comดูรูปเพิ่มเติมได้ ที่นี่
กวนอา
เคยมีร้านอาหารที่กินมาตั้งแต่เด็กๆมั้ยครับ
ผมมีอยู่หลายร้านเลยล่ะ
ด้วยความที่เป็นลูกครึ่ง ไทย-ไชนีส ที่แสนภาคภูมิใจ
ของผม แน่นอน ร้านอาหารที่ผมพูดถึง
ย่อมเป็นไปตามเชื้อชาติแน่ๆ
วันนี้เอามาเล่าให้รับชมกัน 1 ร้านไม่ขาดไม่เกิน
ร้านนี้ชื่อร้าน กวนอา ครับ
เดิมที อยู่ที่สาธร ใกล้แยกสาธรเลยล่ะครับ
หลังร้านสามารถทะลุออกเส้นพระรามสี่ได้
ผมไปร้านนี้ตั้งแต่จำความได้เลยนะ
ตอนประถมเนี่ย ไปร้านนี้แล้วแน่ๆ
พ่อพาไปกินเองบ้าง แต่ส่วนมาก
จะเป็นงานนัดสังสรร ประจำตระกูลครับ
ใครเลี้ยงฉลอง แซยิดญาติผู้ใหญ่
หรืองานรื่นเริงอะไร ก็ต้องไปที่นี่
อาจเป็นเพราะที่นี่ ใกล้กับบ้านญาติหลายคน
สะดวกในการเดินทาง รวมถึงรสชาดอาหารที่คุ้นเคย
ที่นี่มีห้องเล็กๆ แบ่งเอาไว้เป็นห้องจัดเลี้ยงครับ
แต่ก่อนนี้ เฉพาะห้องจัดเลี้ยงเท่านั้น ที่เป็นห้องแอร์
แต่ระยะหลังถูกปรับเป็นห้องแอร์หมดละ
ลานจอดรถของที่นี่ เป็นลานกว้างๆ แต่พื้นที่
ไม่มากนัก เวลาจอดรถบางครั้งต้องจอดซ้อนกัน
แบบซ้อน 3 เลยล่ะ จะเข้าออกแต่ละที ฝีมือล้วนๆ
ที่นี่จะมีคนดูแลลานจอดรถ เป็นแขกอยู่ 2 คน
พ่อชอบเรีกเค้าว่า บาบู พ่อบอกว่าหมายถึงพี่ชาย
เค้าจะมาคอยเข็นรถ เอาผ้ามาคลุมบังแดดให้
ในตอนกลางวัน แลกกับทิปเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ
นั่นเป็นความเดิมที่จำได้
ในวันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไป
ร้านที่ผมเคยใช้บรืการ มาไม่ต่ำกว่า 20 ปี
วันนี้ ถูกย้ายไปในสถานที่แห่งใหม่
อยู่ข้างๆ SV City พระราม3
ชื่อเดิม กัปตันคนเดิมๆ รสชาดอาหารที่คุ้ยเคย
สุกี้กวนอา สูตรเฉพาะ ใส่เต้าหู้ยี้
ไก่ตอน เนื้อนุ่ม กับน้ำจิ้มสูตรเด็ด
ผัดจับฉ่ายที่ครบเครื่อง ไม่เค็มไปไม่จืดชืด
และโกยซีหมี่ ไปทุกที กินแทบทุกครั้ง
กินคู่กับชาร้อนผสมเก๊กฮวย
หรือเป๊บซี่เย็นๆก็อร่อยสุดๆ
(เรื่องอร่อยเป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล
โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม
)
วันนี้ วันที่ญาติผู้ใหญ่เริ่มจากไปตามกาลเวลา
รวมถึงพ่อผม การนัดพบกัน หรือรวมตัวกัน
ที่กวนอา ก็ห่างหายไปโดยปริยาย
แต่ผมก็ยังยินดีจะไป ไปเพื่อระลึกถึง
บรรยากาศเดิมๆ ที่คุ้นเคย อีกครั้ง
แล้วเจอกัน กวนอา







ปลา บาร์ เกาะ
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสได้ไป
ร่วมงานบุญครับ เป็นงานปล่อยปลาครับ
ที่วัดเฉลิมพระเกียรติ นนทบุรี
งานวันนี้จัดโดยพระจากไต้หวันครับ
เป็นพิธีที่ผมไม่คุ้นเคยเท่าไรห่ ทั้งบทสวดมนต์
หรือพิธีการ แต่ก็เป็นงานบุญครับ
ปลาที่นำมาปล่อย ผู้จัดไปจัดหาปลา จากแหล่งที่จะ
นำปลาเหล่านี้มาทำให้ตายเพื่อขายตามตลาด
เป็นการบิณฑบาตรชีวิตปลา
จำนวนปลาที่ปล่อยไปในครั้งนี้ได้ยินว่า
ราว 40 กิโลกรัมเลยทีเดียว … สาธุ
เสร็จธุระช่วงเช้า เวลาเพิ่งสายๆเท่านั้นเอง
เลยมองหากิจกรรมอะไรทำร่วมกันในครอบครัว
เกาะเกร็ด เป็นจุดหมายต่อไปครับ
สำหรับการไปเกาะเกร็ดต้องนั่งเรือข้ามฟาก
จากวัดกลางเกร็ดข้ามไปยังวัดปรมัยฯ
ค่าโดยสารคนละ 2 บาท
ไปถึงก็กราบพระ ทำบุญซะก่อนเลย จากนั้นก็
เดินเข้ามาเรื่อยๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยของขาย
ทั้งของกินของใช้ ทั้ง ไอศกรีมกระทิ
ไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอม
ดอกไม้ทอด ทอดมันหน่อกะลา
(ใช้หน่อกะลา ใส่แทนถั่วฝักยาว)
จานชาม เทียนหอม แล้วก็ฝอยทอง ทองหยิบ
เดินไปซักพักก็เหลือบไปเห็นร้านแปลกตา
บรรยากาศเย็นๆ น่านั่ง เป็นร้านสไตล์คันทรี่
เปิดเพลงคันทรี่ สลับกับแนวคลาสสิค
ฟังกันไปเพลินๆ ในร้านมีศิลปะดินเผาเขียนไว้ว่า
American go back America,
Peace will be
เครื่องดื่มและอาหารว่างในร้านนี้
ไม่ใช่เคื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์อย่างที่เราๆท่านๆ
คุ้นเคย แต่กลับเป็น ขนมถ้วย และเฉาก๊วย
วางเรียงราย รอผู้สนใจบนเค๊าเตอร์บาร์
สนนราคาดริ๊ง เอ้ย ถาดละ 10 บาทสำหรับขนมถ้วย
แล้วถ้วยละ 10 บาท สำหรับเฉาก๊วยเย็นๆ
ว่าแล้วก็ จัดการไปซะ อย่างละเล็กน้อย
เก็บท้องไว้ จัดการกับขนมอื่นๆที่จะพบเจอ
ระหว่างทางข้างหน้าอีก
ผมใช้เวลาอยู่บนเกาะเกร็ดราว 2 ชั่วโมง
เที่ยงเศษ ทนร้อนไม่ไหว ไปดีกว่า
นั่งเรือข้ามฟากกลับมา ท่าเดิม วัดเดิม
วัดกลางเกร็ด ที่ที่ผมจอดรถเอาไว้
อ้อ ค่าจอดรถ บำรุงวัด 30 บาทครับ
ถึงแม้จะมีความคิดทางการค้ามากไปนิด
แต่ที่นี่ เกราะเกร็ด ก็ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยว
ที่เราจะได้กลิ่นอายแห่งวิถีชาวบ้าน
ความเป็นอยู่ สถาปัตยกรรมโบราณ
อย่างวัดมอญ หรือบ้านเรือนของคนในถิ่นั้น
ไม่รู็จะบรรยายอย่างไร
ลองหาเวลาว่างๆ ห่างหายจากแสงสีในย่านธุรกิจ
ใจกลางเมือง ที่ทันสมัย และสะดวกสบาย
และ … ลองไปกันดูครับ … แหล่ม !!!





ไม่รู้จักรถ ไม่รู้จักเรือ
เดือนตุลาคม คืนหนึ่งในกรุงเทพ
ราว สองทุ่มเศษ ผมได้รับข่าวจากน้องสาว
โทรมาแจ้งให้ทราบว่า ที่บ้าน ฝนตกหนักมาก
ซอยที่ใช้เป็นเส้นทางหลักในการเข้าบ้าน
มีน้ำท่วมสูงกว่าฟุตบาท อืมม ….
ผมเริ่มคิด …คืนนี้ จะขับรถเข้าบ้านทางไหนดี
ผมขับรถกลับบ้าน โดยใช้ทางด่วน
จากด่านเพชรบุรีตัดใหม่ มุ่งหน้าสู่บางนา
โดยปกติแล้ว ผมจะเลือกลงที่ด่าน สุขุมวิท 62
แต่คืนนี้ ถ้าถนนเข้าบ้านท่วม สุขุมวิทแถวๆบ้าน
น่าจะท่วมด้วยแน่ๆ ผมจึงตัดสินใจขับรถต่อไป
เพื่อลงด่านบางนา โดยวางแผนไว้ว่า จะเลี้ยวรถ
เข้าสุขุมวิท 103 เพื่อเข้าซอยบ้านทางด้านหลัง
ซึ่งเป็นถนนทำไหม่ ที่มีความสูงกว่าถนนหลัก
คิดต่ออีกนิด … ถ้าเจอน้ำท่วมสูงมาก ก็จอดรถ
ไว้แถวๆนั้น ซึ่งใกล้ซอยบ้านพอสมควร
และเดินลุยน้ำเข้าบ้าน
แล้วรุ่งเช้า เมื่อระดับน้ำลดลง จึงไปขับเข้าบ้าน
โอเค ทั้งเส้นทาง และแผนสำรอง พร้อม
ผมจึงขับไปตามเส้นทาง บางนามุ่งหน้าพระโขนง
ผมก็เจอสิ่งที่ไม่คาดคิดอย่างที่หนึ่ง
น้ำท่วมถนนสุขุมวิท ทันทีที่สุดเขตทางด่วน !!
น้ำท่วมในความสูงประมาณ เกือบครึ่งหน้าแข้ง
แต่นั่นยังไม่ใช่ปัญหา เพราะมีไหล่ทางให้สามารถ
ขับรถหลบได้ ใจผมยังคิดว่า เด๋วถ้ายังไง คงดีขึ้น
เหมือนทุกครั้งที่ผ่านๆมา …
ผมขับรถไปเรื่อยๆ ไปจนถึงปากซอย สุขุมวิท 103
หรือซอยอุดมสุข ซอยนี้ในความคิดผม สูงกว่าซอย
บ้านผมพอสมควร และในความทรงจำ ไม่เคยมีเรื่อง
น้ำท่วมซอยนี้มาก่อน เมื่อเห็นไฟเขียว ผมจึงทำการ
เลี้ยวรถเข้าไปทันทีครับ
และแล้ว สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
ระดับน้ำที่บริเวณปากซอยอุดมสุข สูงกว่าที่ผม
วิ่งผ่านมาเมื่อสักครู่เสียอีก สูงแบบที่ ถ้าเปิดประตูละก็
ได้ท่วมรถ เปียกพรม รวมถึงกล่องวงจรไฟฟ้า
อืมม ไม่อยากคิด
ผมมีโอกาสเร่งเครื่องอีกไม่เกิน 2 นาที หลังจากเลี้ยว
เข้ามาในซอยนี้ จากนั้น ผมเดาเอาว่า
ท่อไอเสียของผมคงจมน้ำแบบสมบูรณ์ เนื่องจาก
พยายามเร่งเครื่องอยู่หลายครั้ง แต่ไม่มีการตอบสนอง
เหมือนอย่างเคย โอ้ว… รถเก๋งโตโยต้าของผม
ได้เปลี่ยนร่างเป็นเรือสำราญไปซะแล้ว
ผมตัดสินใจดับเครื่องเนื่องจากกลัวว่าน้ำจะเข้าย้อน
ทางท่อไอเสีย และทำให้เครื่องเสียหาย (คิดเอาเอง)
ขณะนั้นผมอยู่กลางถนน ระดับน้ำสูงสุดอยู่ประมาณ
คานกึ่งกลางประตูคนขับ (ถ้าน้ำนิ่งๆ คงอยู่ราวขอบล่าง
แต่เกิดคลื่นจากที่รถวิ่ง) ผมไม่สามารถเปิดประตูลงไป
เข็นรถตัวเองเข้าข้างทางได้ เดชะบุญมีรถตู้คันนึง
เกิดเหตุคล้ายๆกัน และมีคนกำลังเข็นรถอยู่ในเลนซ้าย
“พี่ครับ ช่วยเข็นรถผมเข้าข้างทางให้หน่อยครับ
ผมเปิดประตูลงไปเข็นเองไม่ได้”
รอดไปอย่างหวุดหวิด
จากนั้น ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติค
ล่องเรือสำราญโคโรลล่าสีดำ รายล้อมไปด้วยตึกราม
สีสันยามค่ำคืน แบบที่น้อยคนนักจะสัมผัสได้ในกรุงเทพ
เสียงน้ำกระทบใต้ท้องเรือ เสียงคลื่นซัดเข้าหารอบทิศ
ผมตัดสินใจโทรหาตัวช่วยทันทีครับ
บังเอิญว่ามีเบอร์ช่างที่ดูแลรถผมอยู่ และทราบว่าวันนี้
พี่เค้าอยู่แถบๆนั้น “พี่อยู่ไหนครับ รถผมเจอน้ำท่วม
มิดท่อเลย ดับอยู่แถวอุดมสุข” “ผมอยู่รามอินทราพี่
แต่ลูกน้องยังอยู่แถวนั้น รอแป๊บบ เด๋วจัดห้ายยยย”
ผมซึมซับบรรยากาศกลางน้ำอยู่ราว 30 นาที
ฮีโร่ของผมก็มาถึง ลูกน้องของช่าง มาพร้อมกับ
รถกระบะ และสายลากจูง มาถึงก็ทำการติดตั้งสายลาก
แบบฉุกเฉิน (ทำจากสายไฟเส้นใหญ่ๆนั่นเอง)
แล้วก็เริ่มลากรถผม ประหนึ่งลาก Banana Boat
ยิ่งลากเดินหน้า ผมยิ่งรู้ว่า การคาดการของผมถูก
เพียงครึ่งเดียว ถนนอุดมสุข สูงกว่า ซอย 101/1
บ้านผม จริง แต่ต้องเข้าซอยไปมากกว่า 700 เมตร
เพราะเมื่อผมเดินหน้า น้ำก็ยิ่งสูงขึ้น หรือจะเรียกว่า
ถนนยิ่งต่ำลงก็ได้ คือถ้าผมรอดจากปากซอยตรงนั้น
ก็คงไม่รอด ในอีก 100 เมตรถัดมาแน่ๆ
อย่างไรเสีย เก๋งซีดานก็ต้องเป็นเรือสำราญ อยู่ดี
หลังจากลากเรือเข้าเก็บในบ้านเรียบร้อย
ด้วยความสนิทสนมและเปนกันเองของช่าง
วันรุ่งขึ้นจึงมาบริการให้ผมด้วยตนเอง
แบบ on site service เลยทีเดียว
ผลของการแปลงร่างในวันนั้น
ระบบไฟเสียหายเล็กน้อย กล่องควบคุมไฟฟ้า
ทำการตัดระบบไป และไม่ชาร์ตประจุเข้าตามปกติ
ทำให้แบตตารี่เหลือไฟไม่เกิน 5% ซึี่งไม่พอ
สำหรับติดเครื่องตามปกติ
หม้อน้ำ มีรอยปริ ที่เกิดจากโลหะร้อน(ขณะรถวิ่ง)
เข้าประทะกับความเย็น (น้ำที่ท่วมสูง) แบบฉับพลัน
นี่ยังไม่นับรวม เศษผักเศษหญ้า ที่ติดมากับใต้ท้องรถ
อีกเพียบบบบ บวกกับน้ำที่ดื่มด่ำเมื่อคืน ตามเข้ามา
เป็นที่ระลึกอีกเต็มท่อไอเสีย งานนี้โดนไปเต็มๆ
นี่ยังโชคดีนะครับ ที่ระบบไฟฟาไม่ช๊อต …
อ่ะ เล่ามาซะนาน เราได้อะไรจากงานนี้มั่งละเนี่ย
ก่อนอื่นเลย เราควรจะศึกษาเส้นทางต่างๆที่จำเป็น
เผื่อเอาไว้หลบเลี่ยง ในสถานการณ์ต่างๆ
และถ้าเกิดเหตุการที่จำเป็นต้องวิ่งลุยน้ำ
ข้อแรก ก่อนจะวิ่งลงน้ำในระดับสูง ให้ปิดแอร์วิ่ง
เพราะมอเตอร์+สายพานแอร์ จะอยู่บริเวณล่างสุด
(โดยเฉพาะรถเก๋งญี่ปุ่น) อาจโดนน้ำ และเสียหาย
ลามไปถึงระบบไฟอื่นๆได้
ถ้าวิ่งลุยน้ำในระดับสูง ต้องระวังอย่าให้น้ำเข้าใน
ห้องโดยสาร เพราะกล่องควบคุม จะอยู่ใกล้ๆพื้นรถ
เด๋วช๊อต และถ้ารถดับอยู่กลางน้ำไปต่อไม่ได้แน่ๆ
ให้เปิดหน้าต่างไว้ สำหรับกระจกไฟฟ้า แล้ว
บิดกุญแจ ปิดสวิต เพื่อตัดไฟจากกล่องควบคุม
ป้องกันไฟช๊อต
และที่สำคัญสุด มีสติ และรีบโทรหาฮีโร่ของท่านด่วน!
เพื่อน เพลง : Eric สุรสีห์ TK Park
มีเรื่อง “เพื่อน” ในรูป “เพลง” มาให้รับชมกัน
แต่คราวนี้เป็น “เพื่อนรุ่นเก๋า” เลยล่ะครับ
เมื่อเสาร์ที่ 29 กันยายน
ไปดูงาน TK Park Rock Festival มาครับ
กิจกรรมดีๆที่จัดขึ้น ในโครงการ Music Edu
ปีนี้เป็นปีที่ 2 ละ กว่าผมจะรู้เรื่อง ก็เหลือเพียง
เสาร์สุดท้ายของปีนี้ละครับ
ในปีที่แล้ว มีทีโบน มาเล่น ปีนี้มี โอฬาร พรหมใจ
ช อ้น แอนด์ เดอะฟอกซ์ , แมว จิรศักดิ์ ที่มา
พร้อมกับ นรเทพ มาแสง (มือเบส เครสเซนโด้)
และ พี่เล็ก ทีโบน พี่ชายแท้ๆ มาแจมกันแบบ
CrossOver ทั้งร็อคและแจ๊ส
และครังนี้ ที่ผมได้มีโอกาสชม
สุรสีห์ อิทธิกุล กับการทริบิวท์ เทพเจ้้าแห่งดนตรีร๊อค
เจ้าของฉายา Slow Hand ที่โด่งดังยาวนานมากว่า
40 ปี Eric Clapton
บรรยากาศนี่เรียกได้ว่าอบอุ่นครับ
จำนวนที่นั่ง คะเนดู ไม่เกิน 200 สำหรับ
Learning Auditorium ของที่นี่
แต่เต็มไปด้วย รุ่นใหญ่ครับ เป็นนักฟังเพลง
และนักดนตรี แทบทังสิ้น สังเกตจากอากัปกิริยา
และอายุ บวกกับแนวเพลง ที่ต้องไม่ได้มา
เพื่อฟังเพลงเพลินๆ แน่ๆ คนเยอะขนาดยอมนั่ง
ตามพื้นตามบันไดเลยทีเดียว
เอ้อ ลืมบอก
ที่นี่คือ TK Park ครับ อยู่ชั้น 7 เซ็นทรัลเวิร์ล
เป็นห้องสมุดแบบเสียค่าบริการครับ
มีแบบ วันละ 20 บาท หรือ ปีละ 200 บาท
ด้านใน มีหนังสือมากมาย นิตยสารหลากหลาย
และก็กิจกรรมที่น่าสนใจ สลับเปลี่ยนไป ..
กลับมาที่ สุรสีห์ ในแนว อิริค แคลปตัน
บรรยากาศดนตรี ต้องบอกว่าเล่นได้ดีครับ
วงดนตรีที่มาเล่นกับคุณอ้อง ก็เล่นได้แน่นครับ
เรื่องความถูกต้องนี่ หูไม่ถึงครับ ไม่บังอาจวิจารณ์
แต่โดยรวม แหล่ม!! ระหว่างเล่น ก็มี “พายุหินกูรู”
อารี แท่นคำ แห่งเนชั่นแชนแนล พิธีกรในงาน
คอยให้ความรู้ และพูดคุยกับนักดนตรีเป็นระยะ
(จริงๆมีพิธีกรหญิงอีกคน – จำชื่อไม่ได้ – -”)
กว่า 90 นาที ที่นั่งฟัง รู้จักบ้างไม่รู้บ้าง
แต่ก็ได้อารมดีครับ โดยเฉพาะ เมื่อตอนจะจบรายการ
น้าอารี ได้ขอให้คุณอ้อง ช่วยร้อง ปราสาททราย
ให้ฟังหน่อย วันนั้น เลยได้ของแถมไปอีกดอก
เด็ดมากครับ
บ่อยครั้งครับที่ผมพยายามหาโอกาส
ไปนั่งผ่อนคลายตามที่ต่างๆ บ้างไปเพื่อ
รอเวลานัดหมายในคิวถัดไป
บ้างไปเพื่อหาแรงบันดาลใจ จากบรรยากาศ
รายรอบ หยิบจับสิ่งต่างๆ มองสิ่งต่างๆ
ให้เกี่ยวข้อง หรือเข้ากันได้ กับโจทย์งาน
ที่คั่งค้างอยู่ในหัว และบ่อยครับ เพื่อ พัก …
แค่นั้นจริงๆ ถ้ามีโอกาส ผมมักจะใช้เวลาอยู่นิ่งๆ
และนั่งมอง สังคมที่เคลื่อนไหว แบบไม่คิดตาม
แค่มอง ในมุมกว้างๆ ฟังเพลงสบายๆ …. .. .. . .
ใครจะลองดูบ้างก็ได้นะครับ ไม่ว่ากัน
สำหรับกิจกรรมดนตรีของ TK Park
จะมีอีกครั้งในเดือน พฤศจิกายน( ตุลาพัก 1 เดือน)
จะมาใน Theme INDY ครับ
มีทุกเสาร์ 16.30 โดยประมาณ ใครสนใจ ไปกันได้



ผู้ปิดทองหลังสวน
วันนึงในช่วงบ่าย ขณะที่งานที่ทำก็เยอะเหลือเกิน
แต่อารมณ์ในการทำงาน กลับตายด้านซะงั้น
สาเหตุหลักคงมาจากการทำงานต่อเนื่อง
เป็นเวลานาน มันเลยเบื่อ และล้า
ว่าแล้วก็ออกไปหาอะไรทำดีกว่า
โดยปกติแล้วก็จะไปนั่งเล่นร้านกาแฟ
ไม่หาหนังสืออ่านตามห้องสมุด ชิลล ชิลล …
วันนี้อากาศดี ไม่ร้อน ไม่ฝน ไปวิ่งดีก่า
ผมห่างหายจากการออกกำลังกายมานานมากครับ
นานขนาด หลายๆเดือนต่อครั้งเลยล่ะ ส่วนมากจะ
วิ่งหน้าหนาว เพราะอากาศดี ปีที่แล้ว ตั้งใจว่า
จะวิ่งซัก 30 นาที กำลังสวย พอไปวิ่งจริง…
ผิดคาดครับ 5 นาที เกือบเอาชีวิตไม่รอด 555
ตัดกลับมาปีนี้ …
เย็นวันนั้น ผมก็ขับรถไปที่สวนหลวง ร.9
ย่านอุดมสุข กว้างใหญ่ ใกล้บ้าน สะดวก
ปกติที่นี่เก็บค่าเข้าครับ คนละ 10 บาท และ
รถคันละ 10 บาท ถ้าผมไปกัน 3 คน ก็ 40 บาท
แต่ทุกวัน ตั้งแต่ 5.00-10.00 และ 17.00-19.30
จะให้เข้าฟรีครับ ส่งเสริมให้คนออกกำลังกาย
การมาวิ่งในวันนี้ น่าจะเป็นครัง้แรกๆ ของปีครับ
ไม่เกินครั้งที่ 3 แน่ๆ จากปีที่แล้ว
สถิติ 5 นาที อันน่าภาคภูมิใจ ทำให้ผมไม่คาดหวัง
เรื่องการวิ่งครึ่งชั่วโมงอีก อีกอย่างนะ แม่ผม
แนะนำว่า ถ้าไม่ได้วิ่งอย่างสม่ำเสมอ เดินเร็วจะดีกว่า
แต่กระนั้น ผมก็อยากทดสอบตัวเองนะครับ
เมื่อผมเดินเร็วซักพัก เป็นการยืดเส้น แล้วผมก็เริ่มวิ่ง
ผมวิ่ง ด้วยจังหวะสม่ำเสมอ แกว่งแขนเบาๆ
ฟังเพลงสบายๆ วิ่งไปจนผมเหนื่อย ผมว่าวันนี้ทำได้ดี
แล้วผมก็ทำได้ดีครับ จาก 5 นาทีเมื่อปีที่แล้ว
ในวันนี้ สถิติใหม่ ทำลายทุกสถิติที่มีมา ………..
3 นาทีครึ่ง โอ้วววแม่เจ้าาาาาาาาาาา
…………………………..
…………………….
…………..
ไม่มีไรจะพูดครับ เดินช้าๆ ดูสวนสวยๆ เพลินๆดีกว่า
ที่นี่เปลี่ยนดอกไม้ตามฤดูกาลครับ
นี่อีกเด๋วก็คงปิดสวนตอนกลางวัน และเปลี่ยนดอกไม้
เป็น ดอกไม้หน้าหนาวสีสันสวยงาม ดูแล้วเย็นตามากๆ
มีหอรัชมงคล เป็นสัญญลักษณ์ของที่นี่
รวบรวมพระราชกรณียกิจ และจำลองห้องทรงงาน
ของในหลวง มาจัดแสดงไว้ด้วย บริเวณใกล้กัน มีบึง
ขนาดใหญ่ มีทั้งเรือพายและเรือถีบ ให้ใครหลายคน
ไปใช้เวลาร่วมกันในสนนราคา 30 บาทต่อชั่วโมง
ถ้าเป็นวันหยุดนี่ บรรยากาศจะคราคร่ำไปด้วย
ครอบครัวที่จะขนเอาเสื่อ อาหาร แม้กระทั่งกีต้าร์
มานั่งพักผ่อนกัน อาจไม่สะดวกที่จะออกกำลังกาย
แต่กำลังใจเกลื่อนสวนเลยทีเดียว
ผมเดินชมดอกไม้รอบๆ แล้วก็อดจะคิดไม่ได้ ว่าพื้นที่
กว้างขนาดนี้ ต้องมีคนดูแลสวนมากขนาดไหน
และถ้าไม่ได้ดูแลด้วยความรัก และเอาใจใส่
สวนจะสวยและร่มรื่นได้ซักกี่วัน ถ้าไม่มีเค้าเหล่านั้น
สวนหลวง ร.9 อาจเป็นได้ แค่ป่ารก
เต็มไปด้วยขยะเป็นแน่
ถึงบรรทัดนี้ ขอปรบมือเป็นเกียรติ และเชิดชู
เจ้าหน้าที่ ผู้ปิดทองหลังสวน ทุกท่านครับ
เพื่ออากาศ เพื่อกำลังกาย
และสายใยรักของครอบครัว
ด้วยความชื่นชม






กินย่านเก่า
เรื่องในวันนี้เริ่มต้นที่ วันนึงผมขับรถไปแถวพระราม2
ในช่วงเย็น การจราจรก็คับคั่งเป็นปกติครับ
แล้วสมองผมก็สั่งการ ไปหาอะไรกิน “ย่านเก่า”ดีก่า
ย่านเก่าของผม ไม่ใช่ย่านที่มีวัฒนธรรมอันยาวนาน
อย่างเยาวราชหรือพลับพลาชัย แต่เป็น ย่านเก่า
เมื่อคราวเรียน ป.ตรี ที่มหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งย่าน
ประชาอุทิศต่างหากล่ะ
เท่าที่จำความได้ในตอนนั้น หลังเลิกเรียน
ผมและเพื่อนๆ ก็ไม่ค่อยจะกลับบ้านกันหรอก
ดีดกีตาร์ เตะบอล รำพัด ไปตามเรื่อง
พออาทิตย์ลาลับ ท้องก็เริ่มร้อง “ไปหาข้าวกินกัน”
ในบริเวณหน้ามหาลัย มีร้านให้เลือกเยอะครับ
พวกเราก็กินสลับๆกันไป แต่ร้านดังๆในหมู่พวกผม
จะมีไม่กี่ร้าน แต่ละร้านมีวัตถุประสงค์ชัดเจน
เช่น ฮอทแอนด์คูล ไว้ดูบอล แคนทีน กินหนมปัง
กะดูหญิง ดึกๆต้องร้านรู(พรนมสด) ส่วนที่ฮิตสุดๆ
ของภาคเราในตอนนั้น เป็นร้านน้องโบครับ
ไปทำไมน่ะหรือ? น้ำที่นี่มีไว้ดื่มให้ลืมคำถามครับ
อีกร้านที่อดนึกถึงไม่ได้ ยิ่งในช่วงปีหลังๆกินบ่อยมาก
จนรู้สึกเลยว่า อาหารอีสาน คืออาหารประจำชาติ
ร้านที่ผมกิน แรกเริ่มเดิมที เป็นร้านเล็กๆ ตั้งอยู่หน้า
มินิมาร์ท ก่อนถึงซอยประชาอุทิศ30 ซัก 50เมตรได้
ขายอาหารอีสาน รวมถึง ต้มยำและสารพัดยำทั้งหลาย
วันเวลาผ่านไป กิจการก็ดีขึ้นเป็นลำดับ
ส่วนนึงเค้าคงต้องขอบคุณพวกผมนะนั่น กินมัน
อาทิตย์ละ 3 วันอย่างน้อย วนไปในแทบทุกเมนู
จากแผงเล็ก สู่ห้องแถว 1คูหา+โต๊ะเสิรมริมฟุตบาท
มาคราวนี้ หลังจากห่างหายไปหลายปี กลายเป็นร้าน
ส้มตำโคราช ขนาด 2 คูหา แถมอยู่ฝั่งตรงข้ามซะงั้น
ผมเลือกร้านนี้ล่ะครับ คิดได้อย่างนั้นก็พาตัวเอง
เคลื่อนเข้าสู่เป้าหมายในบัดดล
มาถึงร้าน กว้างขวางทีเดียว ไม่รอช้าเข้าไปนั่งทันที
เจ้าของร้านเห็นหน้าแล้วยิ้มๆแฮะ สงสัยจะจำได้
“ตับหวาน ส้มตำทะเล ต้มยำรวมมิตร ไก่ทอด”
ผมสั่งทันที ตามด้วยน้ำเย็นๆ และข้าวอีกเล็กน้อย
รสชาดอาหาร อร่อยครับ เป็นรสชาดที่คุ้นเคย
ไก่ทอดเนื้อนุ่ม ต้มยำรวมมิตร ส้มตำรสเยี่ยม
ที่ไม่หวานเจี๊ยบ เค็มปี๋ หรือเปรี้ยวปริ๊ดสส
รสจัดว่ากลมกล่อมเลยทีเดียวเชียว แต่ทีเด็ดของวันนี้
ในความคิดผม ตับหวานครับ ตับนุ่ม สุกกำลังดี
ไม่มีกลิ่นคาวหรือรสขม สุดยอดดดดดดด
ไปกินที่ไหนก็ไม่รู้สึกชอบเท่ารสชาดของที่นี่ จริงๆนะ
อิ่มไปอีกมื้อครับ กับ ย่านเก่า ที่คุ้นเคย
ถ้าคราวหน้า ผ่านมา และเวลามี คงได้ไปเยี่ยมเยียน
กันอีก แล้วจะมายั่วน้ำลายให้อ่านกัน
ว่าแต่รอบนี้ ยั่วน้ำลาย สำเร็จมั้ยครับท่านผู้ชม





แดงเป็ด
เรื่องในวันนี้ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “เซ็งเป็ด”
อันลือลั่น สนั่น Pantip.com แต่อย่างใด
แต่เรื่องที่ผมจะเล่า ชื่อ Red Duck ครับ
เป็นร้านอาหารประเภท กึ่งจานด่วน
คือมีทั้งแบบอาหารจานเดียว และเมนูอื่นๆ
ที่ดูจากชื่อ ไม่น่าจะด่วน น่าจะต้องใช้เวลาในการทำ
ที่เกิดเหตุในครั้งนี้อยู่ที่ โรงหนัง เมเจอร์รัชโยธิน
วันนั้นผมไปธุระย่านดอนเมืองครับ
เสร็จธุระแล้ว เลยชักชวน สมาชิก/ผู้ติดตาม
ไปหาข้าวทานกัน เลือกไปเลือกมาก็ลงเอยกันที่นี่
ด้วยเหตุผลที่ว่า กินข้าวเสร็จจะได้เดินเล่นซักเล็กน้อย
ด้วยความที่ไม่คุ้นกับสถานที่
ไม่ใช่เพราะรัชโยธินเป็นชานเมืองกรุงเทพ
รับไม่ด๊ายยย ปกติเดินแต่พารากอน สยาม
ย่านใจกลางเมืองแต่อย่างใด (แรดไปมะครับ
)
แต่เป็นเพราะ ที่พัก อยู่บางนา ย่านชานเมือง
อีกฟากหนึ่งของกรุงเทพต่างหากล่ะ
เมื่อเข้าถึงเมเจอร์ หาที่จอดรถด้วยความยากลำบาก
ในคืนวันศุกร์แห่งชาติ ที่ผู้คน ทั่วทุกสารทิศพากัน
มุ่งหน้ามาดูหนังกัน ประหนึ่งรอบดูฟรี
เสร็จสิ้น ก็เลยต้องทำการเดินสำรวจกันซักเล็กน้อย
ภายในประกอบด้วยร้านอาหารหลายร้านเชียวครับ
ทั้งอาหารไทย จีน ญี่ปุ่น สุกี้ ชาบู หมู ไก่ เนื้อ
และอีกมาก กระจายตัวอยู่ตามชั้นต่างๆ
แม้ว่าในแต่ละร้านจะมีประเภทอาหารและการตกแต่ง
ที่แตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันแทบทุกร้าน…
คนเยอะมากกกก ครับ มากขนาดต้องยืนรอคิวกันอ่ะ
คิดดู โอ้วว เมเจอร์ นอกจากจะมีรอบหนังดูฟรีแล้ว
ยังจะมีร้านข้าวให้กินฟรีด้วยหรือนี่ !!!!! ผมสงสัยเล็กๆ
แต่แล้ว สายตาผมก็เหลือบไปเห็น ร้านนี้ครับ
แดงเป็ด ! (RED DUCK) <- ภาษาแข็งแรงมาก..กรู
ขณะที่ร้านใกล้เคียง จำต้องแจกบัตรคิวเพื่อแก้ปัญหา
“ประชากรล้นหน้าร้าน”
แต่ Red Duck กลับว่างอย่างน่าใจหาย
ในใจผมคิดทันทีครับว่า มันจะให้บริการได้อีกนานมั้ย
และคิดต่อไปว่า ลองดีก่า เหมือนใจตรงกัน
ผมมองหน้า สมาชิก/ผู้ติดตาม และพร้อมใจกัน
เดินเข้าไปในร้านทันที
ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆครับ มีโต๊ะไม่มาก ตกแต่งใน
โทนสี ขาว ดูโล่งมาก โดยเฉพาะตอนที่มีแขก
เพียงโต๊ะเดียวในร้าน แบบนี้ …
อาหารที่ขายเป็นอาหารจีนครับ
ถ้าให้เทียบแล้วคงใกล้เคียงกันกับ
ซั่งไห่ เสี่ยวหลงเปา ละมั๊ง ประมาณนั้น
วันนั้นผมได้ลองกิน 2 อย่าง
เส้นเล็กต้มยำหมูสับ, บะหมี่ไก่ซีอิ๊ว
รสชาดก็็โอเคนะครับ โดยเฉพาะต้มยำ
ก็ได้รสชาด และเรียกเหงื่อได้ดี
แต่ทำไมไม่มีคนเข้าร้านน๊าาาา
สำหรับราคาอาหาร ก็อยู่ในช่วงเดียวกันกับ
อาหารในห้างทั่วไปครับ ไม่ต่างกันมากนัก
คนอื่นจะคิดไงไม่รู้ล่ะ …..
โอกาสหน้า ถ้าร้านยังไม่เจ๊ง!!!
ผมจะมากินอีก ด้วยเหตุผลอะไรอ่ะเหรอ
รสชาติพอได้ และไม่ต้องรอคิว นะสิครับ
ไปล่ะ




เมื่อก้องต้องฝากท้อง(2)
วันนึงไม่นานมานี้ ผมมีเหตุต้องไปร่วมควบคุม
การทำงานอัดเสียง + MixDown ที่ห้องอัดเสียง
แห่งหนึ่ง ย่าน ทาวน์อินทาวน์ครับ
งานนี้เป็นงานสั้นๆ ดังนั้นเวลาทำงานทั้งหมด
ไม่น่าเกิน 3 ชั่วโมง +- นิดหน่อย ได้คิวห้องตัดตอน
6 โมงเย็น ก็น่าจะเสร็จซัก 3 ทุ่มเศษ ผมคิดคร่าวๆ ..
วันนั้น ผมงานยุ่งทั้งวันเป็นปกติ
ข้าวปลายังไม่ได้กินเลยทั้งวัน มีแต่ของเล็กๆน้อยๆ
ที่พอจะหยิบฉวย ระหว่างใช้ชีวิตหลังพวงมาลัยได้
แล้วผมก็มาถึงที่นัด ตัดสินใจยังไม่แวะกินข้าว
เพราะนอกจากเวลาจะจวนเจียนแล้ว คิดว่า เด๋ว 3 ทุ่ม
งานเสร็จค่อยไปกินอย่างสบายใจ ให้สบายท้อง
แต่พอเอาเข้าจริง …
ที่ไหนได้ ตี 1 !! อุแม่เจ้าาาาาาา หิวมากกกครับพี่น้อง
ฝนตกโปรยๆ ฟ้าร้อง ท้องร้อง สลับกัน เพลินเลยเชียว
ผมขับรถกลับบ้านในสภาพหิวโหยอย่างแรง โดยใช้
เส้นทาง เอกมัย-รามอินทรา มุ่งหน้าถนนสุขุมวิท
การจราจรเริ่มคับคั่ง รถมากเคลื่อนตัวช้าสลับหยุดนิ่ง
ทางกลับกันเคลื่อนตัวได้ตามจังหวะสัญญาณไฟ ![]()
ตี 1 ผับเลิก รถเลยเยอะครับ เป็นธรรมดาของ
คืนวันศุกร์แห่งชาติ เหอเหอ และแล้ว….
สายตาผมเหลือบไปเห็น “โชคดีติ่มซำ” ป้ายนีออน
โดดเด่นเป็นสง่า เห็นเด่นชัด อ่ะฮ้าา ผมรอดล่ะคืนนี้
(จริงๆผมมีตัวเลือกไม่มากนัก เพียง 2 ที่ ที่นึกออก
สำหรับ เอกมัย-เปิดดึก-ไม่โดนฝน คือที่ โชคดี กับ
บ้านไร่ใบกระเพรา เจ้าของเดียวกันกับ โทนาฟฟฟ
อ่ะล้อเล่งน๊าาา ที่เดียวกันกับบ้านไร่กาแฟ ล่ะครับ
คืนนี้ไม่อยากกระเพราแฮะ เลยเป็นคราวของ โชคดี)
ร้านนี้เค้าเปิด 24 ชั่วโมงครับ ตอนแรกคิดว่าร้านคง
เงียบๆเพราะ ใครมันจะมากินติ่มซำ ขนมจีบ ของนึ่ง
กันตอนตี 1 เต็มที่ก็คง 2 โต๊ะอ่ะ แต่ที่ไหนได้
เกือบเต็มร้านครับ งงเลยดิ … ![]()
ลูกค้าในร้านส่วนใหญ่ อยู่ในชุดชวนมองมากครับ
ชุดสวยแต่งหน้าหนาๆ บ้างมีสีเลือดฝาดเล็น้อยพอตึงๆ
โดยมากจะเพิ่งย้ายมาจากสถานบันเทิง ที่เรียงรายกัน
สองฝั่งถนนเอกมัย และใกล้เคียงนั่นแหละ
ผมทาน โชคดี มาหลายครั้งละครับ แทบทุกครั้งจะสั่ง
“บัดกุตเต๋” ถ้าเป็นภาษาอเมริกัน-แต้จิ๋วบ้านผม ![]()
ก็จะเรียกว่า ไป่กุกตุ๋ง หรือกระดูกหมูตุ๋นยาจีนนั่นเอง
ที่เหลือก็เป็นพวกของนึ่งทั่วไปครับ กินมาตั้งแต่เข่งละ
15 บาท ตอนนี้ 16.50 บาทละ รสชาดก็โอเคนะ
ไม่ได้โดดเด่น แต่ก็ไม่ถึงกับติด
“แบล็คลิสประจำตระกูล”
ถ้าคราวหน้าเจองานดึกอย่างงี้ และแถวนี้อีก
คงได้มา”ฝากท้อง”กันอีกล่ะ “โชคดี”





Snake ๆ Police ๆ
มีเรื่องน่าตื่นเต้นที่ไม่น่าตื่นเต้นมาเล่าให้ฟังกันครับ
ที่ว่าน่าตื่นเต้น คือ บ้านผมมีงูเข้าบ้านครับ !!!
ส่วนเรื่องที่ไม่น่าตื่นเต้น ก็ มันเข้ามาปีละ 6-7 รอบ
เป็นงี้มาหลายปีอ่ะครับ เลยชินละ ไม่ตื่นเต้น เหอเหอ
ในละแวกบ้านผม เป็นที่รกร้างครับ ต้นไม้มาก
ชื้น แฉะ ทำเล เอื้อต่อการมีสัตว์ประเภทนี้มาก
ไม่ใช่แค่งูนะครับ แต่สัตว์มงคลอย่าง ตัวเฮีย ก็เคยมี
ต้องทำใจ ปีแรกๆที่งูเข้าบ้าน ตกใจทำไรไม่ถูกเลยล่ะ
งูตัวแรกๆที่เข้ามาเยี่ยมชมบ้านผม เป็นงูเห่าครับ
มุดมาอยู่ในห้องเก็บของ พอรู้ว่ามีคนมาใกล้ๆนะ
เท่านั้นแหละ ออกลายให้เห็นเลยครับ
แม่เบี้ยของจริงหน้าตาไม่เหมือน มะหมี่ นภคปภา
ที่ผมเคยเห็นในหนังเมื่อหลายปีก่อนเลยซักนิด
ในบรรดางูที่เข้ามาเยียมเยียนบ้านผมเนี่ย
มากหน้าหลายตาเลยครับ ตั้งแต่งูเขียวตัวยาวแค่
คืบเศษใหญ่เท่านิ้วก้อย มาจนถึง งูเหลือมงูหลาม
ที่มาด้วยความยาวกว่า 2 เมตร ช่วงกลางตัว
ใหญ่เท่าหัวเด็ก !!!
ถึงบรรทัดนี้ต้องขอชื่นชมสุนัขที่บ้านหน่อยล่ะครับ
ถึงยามสงบมันจะฉี่เรี่ยราดไม่เป็นที่ หรือกวนประสาท
ไปซักนิด แต่ก็ได้มันนี่แหละ ที่เห่าบอก แบบเสียงดัง
ต่อเนื่อง ยาวนาน จนกว่าเราจะเดินไปเห็น “สิ่งนั้น”
ทุกครั้งเลยล่ะ
ทีนี้ ทำไงดีเมื่องูเข้าบ้าน เริ่มแรกคือหายใจลึกๆ ตั้งสติ
แล้วโทรไปหา “ตำรวจ” ครับ
“ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้”
แต่ส่วนใหญ่ ของบ้านผม มักมีเหตุตอนกลางคืนแฮะ
อยู่ภายใต้ดวงจันทร์ ตำรวจไทยเลยจับงูไม่ได้ ฮาาาาา
อ่ะแซวเล่นเล็กๆพอละ จริงๆคือ โทรไป 191 ครับ
ง่ายๆเลย บอกว่า “แจ้งงูเข้าบ้านครับ” แล้วทางตำรวจ
ก็จะถามข้อมูลของบ้านนิดหน่อย จากนั้นจะประสานให้
อาสาสมัครกู้ภัย ในเขตพื้นที่นั้นๆไปช่วยดูให้
บ้านผมใกล้สุดคือ กู้ภัย “พิรุณ” ครับ
เพียงไม่กี่นาที พิรุณก็จะส่ง มอเตอร์ไซต์นำมาดูครับ
ตามมาด้วย รถกระบะ หรือรถตู้ พร้อมอุปกรณ์จับงู
(เป็นท่อยาวๆ ร้อยด้วยเชือกหรือสายสลิง ปลายด้าน
หนึ่งผูกเป็นบ่วงไว้คล้องและรัดที่หัวหรือปากงู)
ระหว่างจัดการกับแขกไม่ได้รับเชิญอยู่นั้น
ก็จะมีตำรวจสายตรวจในท้องที่ช่วยมาดูให้ด้วยครับ
สิ่งที่เราควรเตรียมติดบ้านไว้ เผื่อฉุกเฉิน คือ
ถุงหนาๆ อาจเป็นกระสอบผ้า หรือถุงอาหารสุนัข
ขนาด 5 กิโล (ใหญ่หน่อย) แล้วก็เชือกฟางหรือ
ไนล่อน เอาไว้มัดปากถุงครับ
พอจับเสร็จ ก่อนเอาลงถุงเพื่อนำไปปล่อยที่อื่น
อาสา หรือกู้ภัยบางราย อาจขอถ่ายรูปเจ้า”สิ่งนั้น”
ในบริเวณบ้านเรา เพื่อเอาไปทำรายงาน เป็นผลงาน
เสนอขอเงินสนับสนุนมูลนิธิ (ที่เคยเจอเป็นเฮียปอฯ)
ก่อนกลับเค้าอาจจะให้เบอร์ตรงของหน่วยเค้าไว้
แต่เชื่อผมสิครับ โทรไปที่ 191 ดีกว่า
เพราะถ้าผ่านตำรวจ จะมีสายตรวจมาคอยดูด้วย
โดยเฉพาะ บ้านที่มีแต่ผู้หญิง หรือคนแก่
เพื่อความปลอดภัยของเรา
ต่ออีกนิด ถ้าบังเอิญโดนตัวงู หรืองูเลื้อยไปในบ้าน
ให้ล้างหรือเช็ดถู เมือก ลื่นๆที่อยู่ตามตัวงูออก
รวมึงพวกเลือดงู ในกรณีที่ระหว่างการจับ
งูดิ้นแรงและมีเลือดออก อันนี้ส่วนตัวนะ
อย่าเอามือไปสัมผัสกับเลือดงูโดยตรงนะครับ
หาผ้าเช็ดแล้วเอาไปทิ้งหรือล้างให้สะอาดทันที
ถ้ามีอะไรน่าตื่นเต้นละเอามาเล่าให้ฟังกันใหม่ครับ