Crazy Blah Blah

Let's Talkin Silly, Crazy and Blah Blah Blah … ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| ///////////////////////////////////////

อายครู … ไม่อายครู

ทุกอย่างที่ผมกำลังจะเขียนเริ่มต้นจากคำครูในบ่ายวันนึง ของชีวิตในวัยมัธยมต้น …

คำของครูท่านนี้ครับ


อาจารย์วัชรา โพธิ์ชาธาร
โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว

ตอนนั้น ท้ายชั่วโมงสอน. ครูเรียกพบแล้วก็ชวนผมให้ทำงานให้ครู คอยดูแลเพื่อนๆ คอยเป็นตัวกลาง ประสานงานกันระหว่างสิ่งที่ครูอยากได้ กับสิ่งที่เราและเพื่อนต้องทำ. ในตำแหน่งหัวหน้าห้อง

ตอนนั้น ผมถามว่าทำไมถึงเป็นผมล่ะ ?
ครูมองหน้า แล้วบอกผมว่า

เธอเป็นเด็กดีที่สุดของกลุ่มที่แย่ที่สุดของห้อง
ซึ่งผมคิดมาตลอดว่ามันเป็นคำชม หุหุ
ตอนนั้นปฏิเสธไป เพราะคิดว่าเราคงทำงานอะไร แบบนั้นไม่ได้ คิดวิตกล่วงหน้า ว่าถ้าครูสั่งอะไรมาแล้วเราทำไม่ได้ เราจะรู้สึกผิด และ…อายครู

เรื่องนี้จบลงยังไงไม่รู้ ผมจำไม่ได้ละ
น่าจะเป็นหัวหน้าห้องให้เทอมนึงมั้ง

อยู่ๆวันนี้ ก็นึกถึงประโยคนี้อีก
แล้วก็เลยคิดต่อว่า ชีวิตเราเป็นยังไง. ในมุมการมีชีวิตแบบที่ครูว่า

คิดแล้วก็อมยิ้มครับ

เราโชคดีจัง เพราะการที่เราเป็นแบบนี้
จะแย่ก็ไม่ชัด จะดีทุกเรื่องก็ไม่ใช่
เท่ากับว่าเราก็มีประสบการณ์ได้กับทุกกลุ่ม
และไม่ใช่แค่ตอนเรียนมัธยมด้วยนะ

ไม่ว่าจะช่วงชีวิตตอนไหน
จะวัยทำงานหรือมหาวิทยาลัย ผมก็มีเพื่อนหลายกลุ่ม  และถ้ามีโอกาส ต้องเสนอหน้า

ไปเรียนรู้การใช้ชีวิต ทั้งด้านสว่าง ทั้งดาร์คไซด์เสมอ
ถ้ามันไม่ขัดกับหลักการในใจ

เมื่อการที่คนเรามองโลกจะเป็นไป+ตีความตามสิ่งที่ชีวิตเราเห็น
สิ่งที่ได้ตามมา จากชีวิตที่เป็น คือการขยายมุมมองเห็นสังคมเล็กๆนั้นๆในหลายมุม ทำให้เข้าใจ และเข้าถึงเรื่องนั้นๆ ได้ในหลากหลายประเด็น

เราโชคดีจัง ที่มีครูสะท้อนประโยคนี้ให้ ทำให้เราเห็นรูปแบบชีวิตที่เป็นไปตั้งแต่ยังเด็ก

พอวันนึงที่มีโอกาสมาเป็นคนถ่ายทอดความรู้จึงพยามนำเอามุมมองโลกแบบที่มองอยู่ มารวมกับวิชาออกแบบ วิชาโค้ช วิชาการพูดที่มี มาใช้ถ่ายทอดท่ามกลางความหลากหลายของผู้เรียนที่มีได้อย่างทั่วถึง

สองปีที่ผ่านมา ดูเหมือนจะเป็นการซ้อมใหญ่

เป็นการเรียนรู้ ฝึกฝน เพิ่มเติมทุกด้านที่ต้องใช้ในการสอนคน ทั้งเรื่องความแตกต่างที่แต่ละคนใช้ในการรับรู้ ไปจนถึงคนแต่ละประเภทเราควรสอนยังไง พูดแบบไหน เข้าตาเข้าหูเข้าใจ คนฟัง โดยความมุ่งหวังตั้งใจจะถ่ายทอดความรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย จนนาทีนี้แนวทาง ค่อนข้างชัด ว่าสไตล์การสอนแบบไหนสำหรับเราที่เรียกว่าใช่ สอนแบบไหนที่ไม่ไหว

ถึงตอนนี้อาจจะยังไม่ถึงกับดีนัก ในทุกคลาสที่สอนไป
แต่อย่างน้อยๆ ก็อยากให้ครู
ในทุกๆวิชาชีวิตของผมได้ภูมิใจ ว่าวันนี้
ผมมั่นใจว่าผมทำได้ … ไม่อายครู

ขอบคุณครับคุณครู

16 มกราคม 2559

  

กระจกมองหลัง กับไฟหน้า

เมื่อเราขับเคลื่อนชีวิตมาครบปี ก็ถึงเวลาที่จะต้องหยุดนึ่งซักที เข้าศูนย์ตรวจสภาพซะหน่อย แล้วค่อยกลับออกไปโลดแล่นบนถนนสายประสบการณ์กันต่อในปีหน้า

โปรแกรมตรวจสภาพ ก็ไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนครับ

แค่มองกระจกหลัง ว่าเราวิ่งผ่านอะไรมาบ้าง จากนั้นก็เปิดไฟหน้าให้สว่างๆ มองให้ชัดๆ ว่าเราจะขับเคลื่อนชีวิตไปทางไหนกันต่อ ทั้งหมดก็มีประมาณนี้

ปีที่ผ่านมาสำหรับผม นอกจากจะได้ไปเปิดหูเปิดตาในที่ต่างจังหวัดทั้งไกลใกล้ รวมถึงปิดคอมพัก แล้วไปต่างประเทศแล้ว นับเป็นปีที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งเรื่องการเรียนที่เรียนใช้การ์ดจากสก๊อตแลนด์ เรียนหลักสูตรที่ปรึกษาจากสิงคโปร์ เรียนรู้ต่อยอดเรื่องเอนเนียแกรมอีกหลายต่อหลายคลาส

เรื่องสอนใช้การ์ดแบบเต็มๆ ที่จากไม่เคยคาดคิด ว่าจะเป็นคลาสที่สร้างรายได้มาก่อน ก็กลายเป็นว่าสอนไปแล้ว 4 คลาส ทั้งคลาสไพรเวท ทั้งคลาสพับบลิก

เรื่องงานออกแบบกราฟิก ปีนี้มีโอกาสที่ได้ ได้ทำงานที่แปลก แตกต่างจากที่เคยทำ นอกจากออกแบบแล้ว ยังเข้าใกล้ความเป็นที่ปรึกษามากขึ้น แถมยังได้ร่วมงานกับบริษัทต่างชาติโดยตรงอีกจำนวนหนึ่ง ช่างเป็นโอกาสที่ดี แถมช่วงท้ายของปียังมีข่าวดีว่าอาจจะได้ทำงานใหญ่ๆ ขนาดรีดีไซน์โลโก้ให้โรงพยาบาลอีก ช่างน่าตื่นเต้นชะมัด ต้อนรับการทำงานภายใต้การจดทะเบียนบริษัทใหม่อย่างเป็นทางการพอดี

ขณะที่เรื่องงานไปได้สวย เรื่องสุขภาพกลับไม่ค่อยจะดีนัก ยอมรับเลยว่าไม่ค่อยได้ใส่ใจ ทั้งเรื่องกิน เรื่องออกกำลังกาย จนมันเห็นได้จากรูปร่างที่ขยายข้างจนใครๆที่เจอกันเป็นต้องทักว่าอ้วนขึ้นทู้กกกคน

ละสายตาจากกระจกมองหลัง ขยับมาเปิดไฟส่องทางข้างหน้ากันบ้าง ปีนี้พิเศษหน่อย เปิดไฟ ด้วยการใช้โค้ชชิ่งการ์ดดีกว่า อยากรู้เหมือนกันว่าจะออกมาเป็นยังไง ผมใช้รูปแบบของ Personal Brochure ของ Point of You, Coaching cards จากอิสราเอลเป็นเฟรมหลัก และใช้การโค้ชตัวเองผ่านการเขียนครับ


ผลที่ได้ ก็ทิ่มแทงตรงใจตามเคย ^_^

ในปีหน้า 2559 จะต้องเริ่มวางพื้นฐาน เพื่ออนาคตไกลๆบ้างละครับ ทั้งเรื่องงาน เรื่องการจัดการการเงิน  เรื่องสุขภาพ และเรื่องอื่นๆ คือต้องหัดตั้งเป้าหมาย แล้วไล่ล่าความสำเร็จกะเค้ามั่งล่ะ

หลายเรื่องที่เราไม่รู้จริง ไม่แน่ใจ แทนที่จะทดลองด้วยตัวเอง ก็จะขอความช่วยเหลือให้มากขึ้นน่าจะดีกว่า ปัญหาเรื่องปากหนักไม่ค่อยขอความช่วยเหลือใคร ต้องแก้ไขล่ะปีนี้😛

การ์ดยังแถมให้ ว่าจากที่เคยคิดสนใจแต่เรื่องถูกต้อง ปีหน้านี้ ให้เพิ่มเรื่องความถูกใจ อีกหน่อย อืมมม อันนี้ต้องจัดสมดุลย์ให้ดี

ปิดท้ายด้วยการเขียนคำประกาศประจำปี ที่จะเอาไว้เตือนใจตัวเอง ครอบคลุมทั้งสิ่งที่อยากได้สิ่งที่ต้องแก้ไข จุดเด่นที่จะช่วยให้เราทำได้ และผลลัพธ์ ภาพใหญ่ ที่เราจะได้เป็นของแถม

“ฉันจะมุ่งมั่นกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ด้วยวิธีการในแบบของตัวเอง เพื่อให้เราสามารถอุทิศตัวทำประโยชน์ให้ผู้คนรอบข้างได้เต็มที่ในอนาคต และนั่นจะทำให้เพิ่มความรู้สึกขอบคุณในสิ่งดีดีที่เกิดขึ้นรอบตัวเราให้มากขึ้นอีกด้วย”

ต่อจากจุดนี้ ผมจะต้องไปเขียนเป้าหมายย่อยให้จับต้องสบาย ทำเองได้ง่าย วัดผลได้ชัดเจน เห็นคุณค่าต่อตัวเองและคนรอบข้างต่อ แล้วเรามาดูกันสิ้นปีหน้า ว่าชีวิตผมจะขับผ่านถนนสายไหนอีกบ้าง
คุณๆก็ลองส่องกระจกมองหลัง เปิดไฟหน้าดูบ้างนะครับ แล้วจะชอบ ^_^

สนใจเรื่องการโค้ชด้วยการ์ด เชิญได้ที่

Www.facebook.com/coachingcard นะครับ

สวัสดีปีใหม่ครับ

ฟรีแลนซ์ หนัง . ชีวิต

ฟรีแลนซ์ (1)

ขอบคุณภาพประกอบจาก
http://freelance.splendith.com

ผมไปดูหนังมาครับ
ฟรีแล๊นซ์ : ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ
หนังที่พูดเกี่ยวกับอาชีพฟรีแล๊นซ์/กราฟิกดีไซเนอร์
ที่แทรกมุกตลกเล็กๆ จิกกัดเป็นระยะ และความน่ารักของ
ดาราสาวทั้งหมอ และเออี ดูแล้วอมยิ้มดีครับ
ตามแบบฉบับของ GTH ที่เราคุ้นเคย

แต่ที่มาของการเขียนในครั้งนี้
มันคือประเด็นในหนัง ที่พระเอกทำงานอย่างหนัก
ใช้ร่างกายอย่างไม่ยอมพัก ชีวิตอยู่ได้ด้วย 7-11
จนจุดนึง ร่างกายล้ามาก จนล้ม ป่วย
และต้องเข้าโรงพยาบาลในที่สุด

ผมเคยมีโมเมนต์แบบนั้น
ทำงาน ใช้ร่างกายอย่างไม่ยอมพัก ชีวิตอยู่ได้ด้วย 7-11
หนักสุดจำได้ว่า วันๆอยู่ได้ด้วย ชามะนาวขวดกับฟุตลอง
จนจุดนึง ร่างกายล้ามาก แม้จะไม่ได้ล้มขนาดต้องเข้า
โรงพยาบาล แต่ร่างกายก็ออกอาการแย่อย่างเห็นได้ชัด
ขนาดที่ว่า ทำงานอยู่ดีดี หัวหนัก ตัวชา พร้อมจะล้มตลอดเวลา ต้องลงไปนอนราบ เพราะรู้สึกว่าเลือดไม่เลี้ยงสมอง อะไรแบบนั้น

พอรู้สึกตัว ก็พักงาน พักฟื้น
พอเริ่มจะดีก็ทำงาน หาอะไรทำ หามรุ่งหามค่ำใหม่
วนเป็นลูป แบบนี้ หลายต่อหลายรอบ

นี่ก่อนหน้านี้ไม่นานก็เพิ่งมีอาการป่วยไป
ก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูตัวเองรอบใหม่
นอนเร็วขึ้นกว่าเดิม (แต่ก็ยังดึกอยู่)
ดื่มน้ำให้มาก นั่งสมาธิให้ได้ต่อเนื่อง
แต่ก็จะมีบางวัน ที่บอกตัวเอง ว่าเอาเหอะ
ร่างกายมันโอเคแล้วล่ะ ดึกอีกนิดน่าจะได้

ความเจ็บป่วยรอบนี้ มีอาการ
ออกทางภายนอกร่างกาย ทั้งปวดเมื่อย
มีตุ่มใส และอีกหลายต่อหลายอย่าง
ทั้งที่รู้ครับ ว่าตรงไหนที่แสดงอาการ
แค่ทายาหรือทานยา มันไม่หายขาดไปไหน
ตรงนั้น ไม่ใช่ สาเหตุของปัญหา
ถ้าจะแก้ ต้องแก้ที่เหตุ แต่ก็มักจะยกข้ออ้าง
มาสร้างเป็นเหตุผลสนับสนุน เสมอ

การได้ดูหนัง ในโมเมนท์ที่เราเคยมีประสบการณ์
และยังได้เห็น ว่าเรากำลังจะเดินผ่าน
ช่วงเวลาระทึกขวัญแบบนั้นอีกครั้ง
มันช่างเป็นการตบกะโหลกตัวเองให้ตื่น ได้ดีจริงๆ

หนังเรื่องนี้นับเป็น Trigger สำคัญ
ในการเริ่มต้น กลับมาดูแลตัวเอง อีกครั้ง
และด้วยความที่เป็นโค้ช ที่รู้ว่าจะต้องสร้าง
Momentum Effect เป็นระยะ เพื่อให้ชีวิต
เข้าที่เข้าทางอย่างต่อเนื่อง มาลองดูกันซิว่า
เราจะสร้างนิสัยที่ดีให้ชีวิต ได้ยาวนานแค่ไหน

สิ่งที่เราจะโฟกัส ไม่ใช่เรื่องจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่
แต่เป็นเรื่องการปรับเรื่องเล็กๆในชีวิตประจำวัน
และทำมันให้ต่อเนื่อง

หลายคนเรียกหนังเรื่องนี้ว่าเป็นหนังฟีลกู้ด
แต่สำหรับผม นี่มัน “หนังชีวิต” ชัดชัด

จนกว่าจะพบกันใหม่ …

เขย่ง ก้าว กระโดด

สวัสดีครับ
เผลอแปร๊บเดียวเราก็มาเจอกันเดือนธันวาอีกละ
เหมือนเช่นหลายปีที่ผ่านมา เรามาลองใช้โอกาสนี้
ทบทวนดูว่า เราผ่านอะไรมา เพื่อเตรียมความพร้อม
เดินหน้า ในปีถัดไป

รูปแบบที่ผมใช้ก็ไม่มีอะไรซ้บซ้อนครับ
1.ปีที่ผ่านมาเราทำอะไรได้ดี
2.ปีหน้ามีอะไรที่เราจะทำให้มากขึ้น/น้อยลง

เขย่ง ..
ปี 2557 สำหรับผม เต็มไปด้วยการทดลองของใหม่
ด้วยความเชื่อส่วนตัว ว่าอยากสูงต้องเขย่ง อยากเก่งต้องขยัน
ผมเลยได้ลองมันหลายอย่างเลยครับ
ได้สอนเป็นวิทยากร เป็นเทรนเนอร์ เป็นโค้ชผู้ใช้การ์ด
เรียนถ่ายภาพ เรียนปรับบุคลิกภาพ เรียนการพูดในที่สาธารณะ
และยังคงเรียนภาษาอังกฤษ ในห้องเรียนออนไลน์
บางเรื่องก็เขย่งถึงบ้าง บางอย่างเอื้อมสุดมือแล้วก็ยังไปไม่ถึงไหน
แต่ก็นับว่าได้เรียน ได้เริ่ม ได้ลอง สิ่งใหม่ที่น่าตื่นตา
ซึ่งผมถือว่าเป็นข้อดี

ก้าว ..
อีกด้านนึงของการทำงาน ผมให้บริการด้านการออกแบบ
และผลิตสิ่งพิมพ์ … ปีนี้ผมเริ่มจัดการเรื่องระบบงาน
เริ่มมีทีม มีผู้ช่วย เริ่มทำงานด้วยกระบวนการแบบใหม่
ที่ตั้งใจจะเริ่มมาหลายปีละ ปีนี้ได้จังหวะ นับหนึ่งเดินหน้า
เป็นที่เรียบร้อย ทันทีที่เราขยับ แน่นอนว่าเราต้องพบกับ
ความไม่คุ้ยเคยบางอย่าง มันเหมือนกับการสอบย่อยๆ
ว่าที่ผ่านๆมา ที่เราเรียนรู้มา เราใช้จริงได้แค่ไหน
และไม่ว่าผลที่ได้จะเป็นอย่างไร ก็เป็นการเรียนรู้ที่ดีทั้งนั้น
การที่ผมกล้าขยับ ผมจึงนับเป็นอีกเรื่องที่ดี

กระโดด ..
ปีหน้านี้ผมมีแพลนว่าอยากเห็นตัวเองในจุดที่สูงขึ้นครับ
ทั้งการงานออกแบบ กับการทำงานในฐานะ MD บริษัทใหม่
ทั้งงานเทรนนิ่ง งานโค้ช ที่จะช่วยผู้อื่นได้มากขึ้น
ทีนี้การจะกระโดดได้ เราต้องมั่นใจ ว่าพื้นฐานของเรามั่นคง
สำหรับผมคือสุขภาพ และแม่ครับ สิ่งที่ตั้งใจในปีหน้า
จะออกกำลังกายเพิ่มขึ้น และพาแม่ไปพักผ่อนต่างจังหวัดบ่อยๆ
ในขณะที่ผมยังสามารถทำงานจากที่นั้นๆได้ด้วย

ถ้าทำตามนี้ได้ ปีหน้าคงเป็นปีแห่งการกระโดดสูง
และกระโดดไกล อย่างแท้จริง

สรุปส่งท้ายสำหรับปีนี้
นับเป็นอีกปีที่น่าพอใจ

แล้วพบกันใหม่ครับ

ทำงานกับคนต่างวัย อยู่กันยังไงให้ได้เรื่อง

7006263923_5048e1fa5a_z

เครดิตภาพ: Knoll Inc via Flickr

ผมได้รับเชิญไปร่วมงาน Adecco Client Event หัวข้อ Unboxing Gen Z ที่จัดโดย Adecco Thailand มาครับ เค้าว่าในอนาคตอันใกล้ เด็กที่เกิดในยุคมิลเลเนียม จะก้าวเข้าสู่วัยทำงานกันละ

คน GenZ เป็นคนชอบอะไรที่สั้น กระชับ ฉับไว ได้ Outcome เกิดในยุคของเทคโนโลยี มีแนวโน้มที่จะรออะไรนานๆ ไม่ได้ สนใจการทำงานแบบ Multitask มีความมั่นใจ ติดสังคมออนไลน์อาจจะพูดได้ว่า Facebook คือลมหายใจ LINE คือจิตวิญญาณ กันเลย

ฟังแล้วมันช่างแตกต่างจากคนยุคเราๆ ท่านๆ ไม่ใช่น้อยเลยนะครับคุณว่ามั้ย

ทีนี้ การที่ออฟฟิศนึง มีคนหลายวัย มาทำงานร่วมกัน ปัญหาช่องว่างระหว่างยุคสมัย จึงเป็นเรื่องไม่ยากที่ใครๆ จะคาดเดาออก

เพื่อให้ทุกคน ทุก Gen เข้ากันได้ดี โอกาสนี้ เลยอยากจะแชร์ไอเดียแบบ NLP ซึ่งผมนึถึงเรื่องที่อยากจะแบ่งปัน 2 เรื่อง

เรื่องแรก คือ การมองภาพรวม หาจุดร่วม ของคนทั้งหมด
แต่ไหนแต่ไรมา การที่จะทำให้คนส่วนใหญ่เดินหน้าไปในทางเดียวกัน คงหนีไม่พ้นการกำหนดกติกา ว่าใครต้องทำงานอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ซึ่งบางเรื่องในบางครั้ง มีการระบุลงรายละเอียดไปถึง ทำอย่างไร เป็นลำดับขั้นตอนด้วยซ้ำ

แต่ในปัจจุบัน รวมไปถึงอนาคตอันใกล้ คนรุ่นใหม่ๆ คงไม่ค่อยชอบที่จะอยู่ในกฏเกณฑ์ที่เคร่งและเต็มไปด้วยรายละเอียด เค้าอาจจะตั้งคำถามกับสิ่งที่เรากำหนดให้ด้วยซ้ำ ว่าจะทำไปเพื่ออะไร? ดังนั้น จุดที่เราจะต้องให้ความสนใจจึงต้องเลื่อนขึ้นไป มองกันที่ คุณค่าของงาน ประโยชน์ที่จะได้ และคนทำงานปรับจูนกันในเรื่องความเชื่อและทัศนคติแทน

ถึงจุดนี้ ไม่ได้บอกว่าใครจะทำอะไรก็ได้ ฟรีสไตล์ แต่กำลังบอกว่า เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้ที่จะก้าวข้ามสู่ความเป็นคนร่วมสมัย คือคนที่ปรับตัวเข้ากับ “ปัจจุบัน” ได้เร็ว เราคงทำได้เพียงการกำหนดกรอบการทำงานใหญ่ๆ ระบุให้ชัดเจนว่าจุดไหนเป็นจุดสำคัญ และให้คนทำงานเป็นผู้เลือกวิธีการด้วยตัวเอง

เรื่องที่สองที่อยากแบ่งปัน คือเทคนิคการมองเรื่องปัญหา หรือการวางแพลนสำหรับคนหมู่มาก หรือเรื่องยากๆ ด้วยเลนส์ ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเดี๋ยวในโอกาสถัดไป เราจะมาพูดคุยในเรื่องนี้กัน แน่ะ! แอบขายของนิดนึง ฮ่าฮ่าฮ่า

จนกว่าจะพบกันใหม่

ความเจริญที่ยิ้มไม่ออก

ผมเกิดในยุคเปลี่ยนผ่านครับ
เป็นรอยต่อของยุคสมัย ซึ่งนับเป็นความโชคดี
ที่ได้มีประสบการณ์ ทั้งแบบ Offline และ Online
ขับรถเป็นตั้งแต่ยุคที่ซื้อน้ำมันเติมรถได้
ลิตรละไม่ถึงสิบบาท ยุคที่เพื่อนฝูงสื่ออารมณ์กัน
แบบตรงไปตรงมา จนถึงยุคที่เพื่อนๆต้องเดากัน
ว่าใครรู้สึกยังไงผ่านอีโมติคอน สติ๊กเกอร์

พูดเรื่องนี้ทำไม?

ระยะหลัง ตั้งข้อสังเกตเวลาขับรถผ่านย่านมหาวิทยาลัย
ไม่ค่อยจะมีร้านอาหารปกติ ราคาถูกรสชาติดี
อย่างที่จะพบได้ตามละแวกโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย
อย่างไม่กี่ปีก่อนละ ตอนนี้จะพบเห็นร้านอาหารมากมาย
ตกแต่งอย่างดี บ้างก็มีชื่อเสียง
บ้างมีสาขา ในห้าง ที่นั่งสะดวกสบาย
เดาเอาว่า ราคาต่อบิลต่อคน น่าจะไม่น้อย

พาลคิดต่อว่าแล้วน้องๆนักศึกษาเค้าเอาตังมาจากไหนกันนะ
แล้วถ้าเป็นน้องๆที่เรียนดี แต่ฐานะปานกลางล่ะ
เค้าจะเอาตังจากไหน ตกเย็นสำหรับน้องๆที่อยู่หอ
เค้าจะกินอยู่ยังไง ? ไม่ต้องพูดถึงพวกที่ยากจน …

ว่ากันว่า …
คุณภาพชีวิต จะดีหรือไม่
ขึนกับปริมาณทางเลือก ที่เข้าถึงได้ ในเรื่องนั้นๆ
วันนี้ เด็กพวกนั้นมีช๊อยส์อะไรให้เลือกบ้าง ?

บ่อยครั้งที่เห็นว่า พื้นที่ชุมชนใกล้สถานศึกษา
ถูกปรับเปลี่ยนเป็น พื้นที่การค้า / คอมมูนิตี้มอล
เมื่อความเจริญก้าวเข้ามา
ความเรียบง่ายที่เคยมีก็หายไป

ผมไม่เคยปฏิเสธความเจริญ
ทุกวันนี้ก็ยังดื่มกาแฟแก้วละร้อยกว่าบาทอยู่ได้
แต่อีกมุมนึง พอมองย้อนไป การได้มาซึ่งความเจริญ
รายรอบสถานศึกษา การปลูกฝังให้ใช้จ่ายเงิน
ในระดับที่อยู่เหนือความจำเป็น เพื่อตอบสนองความพอใจ
การได้มาซึ่งผลกำไร การได้ตึกอาคารใหม่
แลกกับวิถีชีวิต ความเป็นชุมชน คน กับสิ่งที่ต้องหายไป

เราอยากได้แบบนี้จริงๆเหรอ
บางที .. มันเป็นความเจริญที่ยิ้มไม่ออกจริงๆ

เขียนในโอกาสที่ขับผ่านตลาดสวนหลวง
สามย่าน ในวันที่วิถีการค้าชาวบ้านๆ ถูกแทนที่ด้วย
คอมมูนิตี้มอล (ที่ประกาศว่าเป็นโครงการทันสมัย
ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่เต็มไปด้วยหญ้าปลอม
และต้นไม้พลาสติก)
อีกครั้ง

เทรนแล้วไปไหน | ฝึกฝนตัวเองอย่างไรให้ได้เรื่อง

ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ http://www.HRTWT.info

329649_9775
credits: star-one via freeimages.com

ช่วงที่ผ่านมา คุณผ่านคอร์สเทรนนิ่งมากี่คลาสละครับ ?

และจากทุกคลาสที่ผ่านมา
ให้เทียบความรู้ทั้งหมดเป็น 100 คะแนน
ลองให้คะแนนตัวเองว่า เราจำมันได้ ใช้มันเป็น
ซักเท่าไหร่ดี

สำหรับคนที่ได้ผลที่น่าพอใจ ผมยินดีด้วยครับ

โดยปกติ เวลาที่เราเรียน หรือเทรนอะไรมา
มันจะอยู่กับเราไม่เกิน 2 อาทิตย์หรอกครับ

และอย่างที่ทุกคนรู้คือหลังจากนั้น
ความเข้าใจ มันจะเลือนหายไปเรื่อยๆ
ผมคนนึงล่ะ ที่ก่อนหน้านี้เคยมีทั้ง
เทรนแล้วไม่ก้าวหน้าไปไหน
เทรนแล้วความรู้หายไปไหน
และอีกสารพัดคำถามที่ถามตัวเองไป
ก็หงุดหงิดขุ่นใจกับตัวเองเล็กๆ

เพื่อให้เราเดินหน้าต่อไปได้
วันนี้ผมเลยมีเคล็ด(ไม่)ลับ
วิธีการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มความเข้าใจ
ในระดับที่บอกต่อได้ ใช้เป็น มาฝากครับ

การที่เราจะเข้าใจอะไรซักอย่างนึงได้
ขึ้นกับความถี่ในการเรียนรู้ รูปแบบการรับรู้
สู่ การประยุกต์ใช้ในชีวิต
เรียงลำดับจากประสิทธิภาพน้อย จำสั้น ไปจนถึง
จำนาน ใช้งานได้คล่องแคล่ว ดังนี้

1 . ฟัง หรืออ่าน หรือดู อย่างเดียว
2. เรียนผ่านวีดีโอ หรือชมการสาธิต
3. ถกเถียง วิเคราะห์ วิจารณ์
4. ฝึกแบบจำลองสถานการณ์
5. สอนงานหรือถ่ายทอดต่อให้คนอื่น
6. เอาบางหัวข้อมาประยุกต์ใช้เป็นส่วนนึงในชีวิต

บางอย่างในคลาสบางคลาสเค้าก็มีจัดให้
แต่บางอย่าง ถ้าเราอยากเข้าใจ
เราก็คงต้องขวนขวายจัดเพื่อตัวเอง

ยิ่งทำได้หลายข้อ ยิ่งเพิ่มความเข้าใจ
จำนาน บอกต่อได้ นำไปใช้เป็น แน่นอน

ลองดูครับ
เพื่อการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อการพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น

แล้วพบกันครับ